จดหมายนักบินเอื้ออาทร
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
เช้าวันนี้….ผมจิบกาแฟขมแล้ว รับประทานไข่คน กับไส้กรอกไก่ ที่พรรคพวกเกษียณอายุแล้วมาเยี่ยม และเอามาฝาก เขาทำฟาร์มเลี้ยงไก่ขนาดใหญ่ ส่งให้บริษัทยักษ์เจ้าพ่อวงการ นอกจากนั้นก็ยังรับประทานสลัดผลไม้โยเกิร์ต เป็นอาหารมื้อเช้า เพื่อนที่มาร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วย หอบเอามัฟฟินฝีมือคนไทยรสชาติดีมาให้ลองชิม แถมยังมีพายฟักทองชิ้นเล็กๆ ล้างปาก เป็นการตบท้ายด้วย เสร็จจากอาหารเช้าแล้ว ได้จัดเตรียมหนังสือไว้ให้หลาน เพราะจะไปทานอาหารกลางวันด้วยกัน ด้วยตัวผู้เขียนเอง ให้ความสำคัญกับการอ่าน ยังนึกขอบคุณพ่อแม่ ที่ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับลูกๆ เพราะนอกจากทำให้ได้รับความรู้แล้ว ยังเป็นการฝึกให้เด็กมีสมาธิอีกด้วย
การอ่านหนังสือ การคัดลายมือ เป็นการฝึกสมาธิเด็กเป็นอย่างดี ผมเคยถูกลงโทษฐานซุกซนด้วยการคัดหนังสือสวดมนต์ครั้งละหลายชั่วโมง และบางครั้งก็ถูกบังคับให้อ่านหนังสือครั้งละครึ่งค่อนวัน จนติดเป็นนิสัย และสามารถอ่านได้รวดเร็ว เพราะเคยฝึก Speed of Reading มาด้วย เมื่อครั้งเป็นหนุ่ม ในวันหยุดผมเคยขี่มอเตอร์ไซด์ขึ้นเขาใหญ่ เดินเข้าไปในป่า ใช้ชีวิตด้วยการอ่านหนังสือ และไม่พบปะผู้คนเป็นครั้งละวันสองวันเป็นประจำ ทำให้สมาธิผมค่อนข้างดี ต่อมาได้รู้หลักการทำสมาธิ จึงสามารถทำใจตัวเองให้นิ่ง และเงียบได้ ซึ่งผมจะเล่าถึงหนังสือที่ตัวเองใช้เป็นหลักในการฝึกสมาธิ ในโอกาสต่อไป ผมคิดว่ากระทรวงศึกษาควรเน้นเรื่องการเรียงความ ย่อความ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษกันให้มาก รวมทั้งการคัดลายมือ จึงขอฝากบรรดาครู อาจารย์หลายท่านไว้ด้วย ในสมัยนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ผมดีใจที่รัฐบาลเอาเงินหวยบนดิน มาแจกเด็ก เป็นทุนการศึกษา และให้ชิงรางวัล โดยให้เด็กเขียนเรียงความเรื่องชีวิตของตน ความยากลำบากของครอบครัว ซึ่งก็น่าประทับใจ แม้จะมีเด็กที่เขียนเรื่องไม่จริงมาบ้าง ก็ไม่เป็นไร แต่เราต้องบอกเด็กชัดเจนว่า การลอกการบ้าน การให้คนอื่นเขียนแทนเป็นการกระทำที่ไม่มีเกียรติ ต้องสอนให้เด็กจำข้อนี้ให้มั่น ! ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์ ที่เอาจดหมายเด็กเขียนขอทุนหวยบนดินมาลง บางฉบับก็รู้สึกเศร้าใจอย่างมาก คงเหมือนกับท่านที่เคยอ่าน ที่ได้รับรู้ว่า มีเด็กจำนวนมากที่ตกอยู่ในความยากแค้น และนอกจากยากแค้นแล้ว บางคนยังคับแค้นแสนสาหัสอีกด้วย ด้วยการถูกกระทำทารุณกรรม จากคนในครอบครัวอีกด้วย พอมีข่าวว่าเขาให้ผู้ที่จบปริญญาตรี เขียนจดหมาย ในรูปเรียงความไปให้คณะของท่านอาจารย์ สุนีย์ สินธุเดชะ (ผมนับถือมาก แม้ไม่เคยรู้จักท่านเป็นการส่วนตัว) เพื่อขอรับสิทธิ์เข้าไปรับทุน “นักบินเอื้ออาทร” โดยต้องแสดงความรู้สึกว่า เหตุใดจึงมีความประสงค์ขอรับทุนและให้เหตุผลว่า “ทำไมจึงอยากเป็นนักบิน?” เมื่อท่านอาจารย์ตรวจแล้ว ถ้าเห็นว่าเขียนได้ดี ก็มีสิทธิ์เข้าไปรับทุนนี้

ทุน “นักบินเอื้ออาทร” มาจากความริเริ่มของรัฐบาลทักษิณ โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุน จากบริษัทการบินในประเทศ เพื่อหาบุคลากรทางการบินไว้ใช้ในบ้านเมืองของเรา เป็นการให้โอกาสที่ยิ่งใหญ่กับบัณฑิตที่จบออกมา ไม่มีฐานะพอที่จะเรียนการบินด้วยเงินส่วนตัว เพราะต้องใช้เงินนับล้านบาทเลยทีเดียว เด็กฐานะยากจนหมดโอกาสร้องเพลง “คนจนมีสิทธิไม้จ๊ะ” เลยทีเดียว ขอสรรเสริญการกระทำของรัฐบาล ผู้บริหารบริษัทที่เอื้ออาทรให้ทุนเหล่านั้นไว้ ณ ที่นี้ว่า ท่านได้ทำกุศลอย่างใหญ่หลวง! (ปัจจุบัน โครงการนี้ดำเนินได้เพียง ๓ รุ่น ผลิตนักบินออกมาจำนวนหนึ่ง แต่ปัจจุบันได้ถูกยกเลิกไปแล้ว เพราะโครงการดีๆ แต่ถ้าทำสมัยนายกทักษิณ ต้องถูกล้มล้างไป ไม่ยุบไปทั้งโครงการ ก็ต้องต้องเปลี่ยนชื่อ!) หลังจากที่มีการประกาศรับนักบินเอื้ออาทร และแอร์โฮสเตสเอื้ออาทร ผมเก็บกระดาษได้ ๓ แผ่น เมื่อเปิดอ่านดู เป็นจดหมายของผู้ที่จะสมัครเข้ารับทุนอันมีค่านี้ แต่ทำอีท่าไหนไม่ทราบ เจ้าของจดหมายทำตก และผมเห็นเข้าจึงเก็บขึ้นมา คิดว่าเป็นเศษกระดาษธรรมดาเพราะเขาไม่ใสซอง เมื่อเปิดอ่านดูก็ปรากฏข้อความตามนี้ครับ
(จดหมายเก็บตก)
เรื่อง ขอสมัครเป็นนักบินเอื้ออาทร เรียน ท่านอาจารย์สุนีย์ สินธุเดชะ ที่เคารพ ผมมีความยินดีจนเนื้อเต้นแล้ว เมื่อได้ยินข่าวว่า รัฐบาลของท่านนายกทักษิณ เปิดโอกาสให้ลูกคนยากจนได้มีโอกาสเป็นนักบิน เรียกว่า “โครงการนักบินเอื้ออาทร” ต้องขอกราบเรียนท่านอาจารย์ อย่างตรงไปตรงมาว่า นี่คือความฝันอันสูงสุดในชีวิตของผม เพราะตัวเองเชื่อมาโดยตลอดว่า ผู้มีฤทธิ์เท่านั้น ที่จะเหาะเหินเดินอากาศได้ เมื่อตอนเป็นเด็ก ผมมีความตื่นเต้นกับเครื่องยนต์กลไกทุกชนิด บ้านของผมอยู่ในหมู่บ้านต่างอำเภอ ที่บ้านก็ทำนาพอกิน มีเหลือบ้างก็เอาไปรวมยุ้งกันไว้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน รอรถบรรทุกของเถ้าแก่จากในเมืองมารับไปเข้าโรงสีในจังหวัด การที่เราจะขนข้าวเปลือกไปรวมกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ก็เอาข้าวใส่หลัวขนาดใหญ่แบกขึ้นบ่า ใช้แรงงานคนทั้งสิ้น เพื่อให้รถบรรทุกของเถ้าแก่โรงสีในตัวจังหวัดมารับ เมื่อรถขนข้าวเปลือกเข้ามาในหมู่บ้าน มีหลงจู๊โรงสีนั่งมากับคนขับ ระหว่างที่ผู้ใหญ่สาละวนขนข้าวกันอยู่ ผู้ใหญ่บ้านก็จะคิดเงินคิดทองค่าข้าวเปลือกกับหลงจู๊ และคนขับรถบรรทุกเดินไปจีบสาวๆที่มาช่วยขนข้าว ผมแอบหลบขึ้นรถบรรทุก นั่งประจำที่คนขับรถ เอามือสองข้างจับพวงมาลัย โหย่งตัว ชะแง้แลตรงไปข้างหน้า ไม่น่าเชื่อว่า ความรู้สึกที่ซาบซ่าน และซู่ซ่า พุ่งขึ้นมาทันที และคิดอย่างไม่เข้าข้างตัวเองว่า ผมนั้นมีความเหมาะสม และสง่าผ่าเผยสำหรับการนั่งประจำหลังที่นั่งคนขับรถ มากกว่ามนุษย์คนไหนๆในโลกนี้ วินาทีนั้นเอง ผมคิดว่าโตขึ้นจะต้องเป็นคนขับรถบรรทุกให้จงได้ จะนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ขับไปตามอำเภอต่างๆทั่วประเทศ และมีโอกาสไล่จีบสาวๆตั้งแต่เหนือจรดใต้ ยิ่งคิดยิ่งทำให้หัวใจคึกคัก และมีความสุข พอโตขึ้นมาหน่อย พ่อแม่ของผมได้ส่งเข้ามาเรียนชั้นประถมในตัวจังหวัด โดยฝากไว้กับหลวงลุงที่วัด วันที่ไปถึงตัวจังหวัด ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจที่รถราวิ่งกันขวักไขว่ จนทำให้หูอื้อตาลายไปหมด ยืนมองรถหลายชนิดก็ไม่สู้จะชอบใจมากเท่ารถบรรทุกของเถ้าแก่ คันที่ผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก และสร้างความฝันการเป็นโชเฟอร์รถบรรทุกให้ผม แต่ความตั้งใจก็แปรเปลี่ยนไป เพราะว่า ผมบังเอิญได้เห็นรถเยอรมัน คันงามสง่าของคุณนายข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่อยู่ในจังหวัด ซึ่งทำงานเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน รถของแกใหญ่กว่าของข้าหลวงประจำจังหวัดเสียอีก เขาว่าแกร่ำรวยจากการค้าที่ดินมาก ทำให้ผมใฝ่ฝันว่าในวันข้างหน้า จะต้องมีรถอย่างนี้ให้ได้อย่างน้อย ๑ คัน แต่หัวเด็ดตีนขาด ผมจะไม่มีวันมีเมียอย่างคุณนายที่ดิน เพราะแกบังคับทารุณผัวจนลือกันทั่วทั้งจังหวัด แถมยังดุด่าสามีที่ชอบมีเมียน้อย เปรียบเป็นหมูเป็นหมาไปโน่นเลย ทำให้ผมหวาดกลัวมาก ! หลวงลุงที่ผมมาอยู่ด้วยนั้น เป็นญาติข้างแม่ และเป็นเจ้าอาวาสวัดด้วย ท่านเป็นพระนักเทศน์ มีผู้เลื่อมใสมาก เพราะแม้จะไม่ถึงขั้นอรหันซ้าย-อรหันขวา แบบ “หลวงตามัว” (“มัว” สะกด ม.ม้า สระอัว) ที่โดนลูกศิษย์ปั่น จนจะเปลี่ยนจากอรหันกลายเป็น อรหมุน อย่างลูกข่าง ศรัทธาของเสื่อมไปแยะ หลวงลุงของผมเป็นพระดี มีศีลาจารวัตรงดงาม ผู้คนเคารพนับถือ ทำให้มีลาภสักการะมาก แต่ท่านไม่ใส่ใจกับเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ เงินทองเขาเอามาถวายเท่าไร หลวงลุงก็บริจาคคนยากจน อีกทั้งยังส่งลูกศิษย์อย่างผม ให้ได้เล่าเรียน เหมือนพระเดชพระคุณหลวงพ่อคูณ ทำกับลูกศิษย์ลูกหาของท่านเช่นกัน ข้าวของต่างๆที่พวกคนมีสตางค์นำมาถวายหลวงลุง เช่นภัตตาหารเพล ก็เป็นของอาหารอย่างดี บ่อยครั้งก็มาจากเหลาหรือภัตตาคารในเมือง แต่หลวงลุงท่านฉันน้ำพริก ผักจิ้มเป็นหลัก ไม่สนใจของดีๆ แค่ฉันเอาใจญาติโยมนิดๆหน่อยๆ ดังนั้นบรรดาอาหารที่โอชะเหล่านั้น ก็ตกเป็นลาภปากศิษย์ก้นกุฎิอย่างผม จนหลงใหลแต่อาหารรสชาติดีๆ มาจนทุกวันนี้ วันหนึ่งท่านรับกิจนิมนต์ ไปเทศน์โปรดญาติโยมต่างจังหวัด ซึ่งต้องเดินทางด้วยเครื่องบิน หลวงลุงหนีบเอาผมไปด้วยเพื่อปฏิบัติรับใช้ จึงได้มีโอกาสขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต เป็นเครื่องบินแบบดาโกตา มีใบพัดสองใบ ซึ่งผมตื่นเต้นมาก และรู้ได้ด้วยสัญชาติญาณทันทีว่า ตัวผมนั้น ไม่เหมาะสมที่จะเป็นคนขับรถบรรทุก ต่อไปอีกได้แล้ว ลืมไปได้เลยเรื่องจะให้ไปนั่งร้องเพลง “น้ำตาร่วงหลังพวงมาลัย” ที่เคยฮิตระเบิดระบังในรถสิบล้อ เพราะ... ผมนั้นช่างเหมาะเจาะกับการเป็นนักบิน นั่งประจำที่นั่งกัปตันใน cockpit หรือห้องนักบิน แต่งเครื่องแบบหรูหรา สวมหมวก ผูกเนคไท ใส่เสื้อนอกมีขีดดิ้นสีทองที่แขนบอกตำแหน่งกัปตัน พอถึงสนามบิน ตอนเดินลงจากเครื่อง จะโปรยยิ้มที่แสนจะมีเสน่ห์ของผม ให้กับสาวๆที่แอร์พอร์ตได้หลงใหลกัน จึงตั้งใจว่าต้องสานฝันให้เป็นจริง นั่นคือ จะต้องเป็น “นักบิน” ให้ได้!

ผมเพิ่งทราบวันนั้นเองอีกเหมือนกันว่า บริการิณีบนเครื่องบินนั้น เขาเรียกว่า “แอร์โฮสเตส” เห็นเธอเหล่านั้นรูปร่างระหง เดินเหินกระฉับกระเฉง ยิ้มแย้มแจ่มใส สวยๆทุกคน แต่ผู้ที่ผมถูกใจมากที่สุด เธอรวบผมเกล้าเป็นมวยเอาไว้หลวมๆ เปิดให้เห็นต้นคอขาวสวยเรียวยาว (เหมือนคอสาวญี่ปุ่นนางเอกเรื่อง “ซาโยนาระ” ที่ชื่อ “มิอิโก ทากะ”) แต่มีลูกผมเคลียตรงบริเวณท้ายทอย มองด้านหลังเส้นผมของเธอไหวน้อยๆดูเป็นภาพที่งดงามน่าประทับใจไม่มีวันลืมได้ลง เพราะได้จัดพิมพ์ลงไปในสมุดบันทึกหัวใจของผมเรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็น! เวลาเธอเดินเอาน้ำเอาข้าวมาบริการ รู้สึกว่าใจผมเต้นสั่นระรัวริกๆ คงจะเป็นเพราะขณะที่เธอโน้มตัวและหน้าเข้ามาจนใกล้เพื่อวางถาดอาหาร ผมได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆระรวยมารินๆ แม้เธอจะเดินคล้อยหลังไปแล้ว ผมก็ยังสูดดมกลิ่นหอมนี้เอาไว้เต็มปอด และค่อยๆผ่อนออกทีละน้อย ละน้อย ด้วยความเสียดายอย่างยิ่ง เลยมีความตั้งใจเพิ่มขึ้นไปอีกหนึ่งอย่างว่า หากเป็นนักบินแล้ว ผมต้องมีแฟนเป็นแอร์โอสเตส จะไม่ยอมชายตามองสาวๆ อาชีพอื่นเป็นอันขาด! แต่....ท่านอาจารย์ครับ
โชคชะตาฟ้าลิขิต ให้มีชีวิตรันทด บันดาลผมต้องไปปฏิบัติงานในหน้าที่อื่นก่อน โดยยังไม่ได้เป็นนักบิน คิดแล้วเศร้าใจ จนน้ำตาแทบไหลออกมาปริ่มลูกตา เหมือนเวลาอ้าปากหาวตอนง่วงนอน ยังไงยังงั้น! แต่ความคิดที่จะเป็นนักบินนี้ ผมยังคงดองเก็บไว้ในหัวใจไม่เคยจางหายไป!! เวลาไปสนามบินคราวใด เห็นพวกนักบินเดินมากับแอร์โฮสเตส ผมพูดอย่างไม่อายว่า ตัวเองอิจฉากัปตันคนนั้นเสียเหลือเกิน!!! และความอิจฉานี้จะมีองศามากหรือน้อย ขึ้นกับความสวยของแอร์โฮสเตสเป็นมาตรวัด ยิ่งสวยมาก ความอิจฉายิ่งทวีขึ้น จนต้องบรรเทาด้วยการหลับตาลง และคิดไปว่า ผมต่างหาก ผู้ควรจะเป็นนักบินของบริษัทการบินไทยคนนั้น ที่กำลังเดินมากับแฟนซึ่งเป็นแอร์โฮสเตส เราเพิ่งกลับมาจากบินที่ยุโรปพร้อมกัน โดยได้บินทำงานเที่ยวเดียวกันบ่อยๆอาศัยเพื่อนที่จัดไฟลท์บินช่วยเหลือ ทำให้ชีวิตคู่สุข สดชื่น เหมือนกับเปลี่ยนสถานที่ฮันนีมูนใหม่ๆอยู่เสมอ ทำให้ความรักคงรสชาติและรื่นเริงสุขสำราญ เหมือนดอกไม้บานยามเช้าไม่เคยเหี่ยวเพราะเป็นอมตะ อนิจจา...พอลืมตาขึ้น ผมก็พบกับความเป็นจริง ตามสภาพที่เป็นอยู่และนึกเสียดาย เสียใจจนต้องแอบสะอื้นเล็กๆในหัวอกทุกครั้ง ! มาคราวนี้หัวใจของผมพองโตขึ้นมาอีก เพราะได้ยินข่าวที่น่าปิติยินดีมากคือ หนังสือพิมพ์ลงข่าวการรับสมัครนักบินเอื้ออาทร ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงวันแรกคึกคัก ปรากฏว่ามีเยาวชนชายหญิง รวมทั้งดาราแห่สมัครกันมากมาย นอกจากโครงการนี้แล้ว ทางกระทรวงคมนาคม ยังแจ้งให้ทราบด้วยว่า อีก 2 เดือนเตรียมแจกทุน "แอร์โฮสเตสเอื้ออาทร" จังหวัดละหนึ่งทุน รวม 76 ทุนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ เพราะเราจะมีแอร์โฮสเตสหรือบริการิณีบนเครื่องบินที่มาจากจังหวัดต่าง ๆ มันทำให้ผมมีความสุขมากยิ่งขึ้นเพราะว่า หากผมผ่านการสอบและได้เป็นนักบิน เที่ยวบินไหนมีแอร์โฮสเตสเพื่อนร่วมงาน มาจากจังหวัดหนองคาย กัปตันอย่างผมก็จะได้เว้าลาวกับเธอ และอู้คำเมืองกับแอร์หมู่ละอ่อนที่เปิ้นมาจาก “จังวัดเจียงฮาย” (ผมพูดภาษาถิ่นได้ทุกภาค เพราะเคยเดินทางไปพากย์หนังทั่วประเทศมาตอนเป็นวัยรุ่น) พอบินถึงเจียงใหม่ระหว่างรอเครื่องกลับกรุงเทพ ผมจะพาเธอแวบไปรับประทานอาหารด้วยกัน ใครถามว่าจะไปไหน จะตอบเขาว่า “ผ่มจะพาละอ่อนแอร์โฮสเตสเปิ้นไปแอ่วกินข้าวซอยเนื้อ กับน้ำเงี้ยว ตี้อำเภอสั่นกำแปง บ้านป้อเลี้ยงแม้วเปิ้นน่ะ !” หรือหากสาวเจ้ามาจากจังหวัดสุราษฏร์ธานี ถ้าบินไปลงสนามบินในค่ายทหารที่จังหวัดนครศรีธรรมราชด้วยกัน จะได้ชวนกันไปกินขนมจีนน้ำยาขยำ แกงไตปลา คั่วกลิ้ง ผักเหนาะ สะตอ ลูกเนียงกันเพราะของที่นั่น...“ร่อยจังฮู้” กินเสร็จไม่ต้องกลัวเหม็นปาก เพราะใช้ ยาสีฟันดอกบัวคู่ ของดีของเมืองนครฯ แปรงปุ๊บกลิ่นสะตอ ลูกเนียงเกลี้ยงปั๊บ ขนาดนั้นเลยทีเดียว แต่ก่อนขึ้นเครื่อง เพื่อให้แน่ใจ เธอต้องอ้าปากให้ผมในฐานะกัปตัน ดมสำรวจดูก่อน เพราะเกรงว่าหากแปรงไม่หมด เดี๋ยวกลิ่นสะตอลูกเนียงจะโชยไปรบกวนผู้โดยสารเข้า! หากบังเอิญเแอร์สาวมาจากจังหวัดนราธิวาส ผมก็จะทักทายกับเธอว่า “ซาลามัด ดาตัง อาเด๊ะ” และชวนกันสนทนาภาษายาวีให้เพลิดเพลิน แล้วชวนไปกินโรตีกับน้ำชาชักด้วยกัน ให้ชุ่มชื่นหัวใจ
ท่านอาจารย์แม่ครับ เขาบอกว่า ผู้ที่สมัครจะต้องเขียนจดหมายแบบเรียงความมาหาท่านอาจารย์แม่ โดยให้อธิบายว่า ทำไมจึงอยากเป็นนักบิน? และท่านจะเป็นผู้ประเมินและตัดสินว่า ใครสมควรที่จะได้มีโอกาสเข้าไปสอบรับทุน “นักบินเอื้ออาทร” จึงต้องรีบเขียนจดหมาแบบเรียงความ มาถึงท่านอาจารย์แม่โดยไม่ชักช้า จดหมายจะได้รับการพิจารณาเป็นอันดับต้นๆ เพราะอาจารย์แม่เท่านั้น ที่จะเป็นผู้ชี้ขาดในเบื้องแรกว่า ฝันของผม...จะเป็นจริงหรือไม่!
ขอขอบพระคุณที่กรุณาทนอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ผมจะคอยฟังข่าวดีจากท่านอาจารย์แม่ ด้วยหัวใจที่เต้นระทึกว่า เรียงความของผมจะผ่านหรือไม่ ? ผมหวังในความเมตตาจากท่านด้วยครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง (ลงชื่อ)………………………………………. ป.ล. ผมมีปัญหาเล็กน้อย ที่จะต้องขอให้ท่านอาจารย์แม่ช่วย คือ ไม่ทราบว่าอายุผมจะน้อยหรือมากกว่าเกณฑ์ที่เขากำหนดไปหรือเปล่า แต่ทราบมาว่า ท่านอาจารย์แม่จบจุฬาฯออกมาเป็นอาจารย์ที่นั่นเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๐๓ ผมจบหลังอาจารย์แม่ประมาณ ๔-๕ ปี หากบังเอิญอายุเกินไปบ้าง จะมีกรณียกเว้นคุณสมบัติเรื่องวัยวุฒิได้บ้างหรือไม่ครับ ? ขอความกรุณา ทางใดที่ทำได้ขอได้โปรดได้แนะนำ นึกว่าเมตตาทำให้ฝันของหนุ่มน้อยอย่างผม เป็นความจริงด้วย! จดหมายที่ผมเก็บได้มีสั้นๆ แค่สามหน้ากระดาษ A4 ครั้นจะส่งคืนเจ้าของจดหมายก็ไม่รู้จะส่งไปที่ใด เพราะเขาลืมเขียนที่อยู่ไว้บนหัวกระดาษ และตรงที่ลงชื่อลายเซ็นในจดหมายเว้นว่างไว้ ยังไม่ได้ลงชื่อ บังเอิญเจ้าของคงทำจดหมายคงตกหายเสียก่อน เห็นทีผมจะต้องเอาไปให้ คุณพิมพ์จันทร์ฯ แห่ง จ.ส.๑๐๐ (ซึ่งแฟน จ.ส.๑๐๐ ชมว่ามีน้ำเสียงไพเราะ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งออกความเห็นว่า เวลาเธอพูดเสียงเหมือนกำลังอ้อน ถ้าชื่อ อ้อนจันทร์ ก็คงเหมาะดี) ช่วยประกาศหาคนที่เขียนจดหมายนี้ จะได้ส่งคืนให้เจ้าของเขาไป จึงต้องขอความกรุณาท่านผู้อ่านกรุณาช่วยสอบถามคนรู้จัก หากทราบว่าใครเป็นผู้เขียนจดหมายฉบับนี้ โปรดแจ้งมาที่ผมด้วย จะให้พนักงานส่งเอกสารบึ่งมอเตอร์ไซด์เอาไปให้ถึงบ้าน เจ้าตัวเขาจะได้ลงชื่อแล้วรีบยื่นให้ท่านอาจารย์แม่ ได้ทันตามกำหนดต่อไป เพราะหากขืนไม่มีใครมารับคืน เดี๋ยวผมเกิดคึกคัก อยากเป็นกัปตันเรือบินขึ้นมาบ้าง จะเผลอแอบเซ็นชื่อ แล้วส่งจดหมายนี้ไปให้ท่านอาจารย์แม่ซะเอง ! ไม่รู้ด้วย นะคร้าบบบบบบบบบ!!
*********
|