หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > ทำไมถึงต้อง...ฟ้องโลก!!!?
หัวข้อ : ทำไมถึงต้อง...ฟ้องโลก!!!? เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ทำไมถึงต้อง...ฟ้องโลก!!!?

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ออนุญาตเรียนท่านผู้อ่านว่า “จดหมายฟ้องโลก”  ของผมได้รับการเผยแพร่ไปยังสถานทูตต่างๆในประเทศไทย องค์กรสหประชาชาติ องค์กรสิทธิมนุษยชน และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีชื่อเสียงในการศึกษากฎหมาย สถาบันในประเทศที่มีคณะนิติศาสตร์ สำนักกฎหมายต่างๆในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
        หลายท่านอาจตำหนิว่า ทำไมผมถึงต้องทำจดหมายแบบ Dear World แจ้งเรื่องนี้ให้โลกทราบ? 
        ต้องลองติดตามอ่านบทความนี้ต่อไป บางที “ตอนจบ” ท่านอาจได้รับคำตอบก็เป็นได้

        ท่านผู้อ่านที่สนใจเร่องการบ้านการเมือง และสถานการณ์โลกคงจะได้เคยดูภาพยนตร์ เรื่อง Fahrenheit 9/11 จากโรงใหญ่หรือทางโทรทัศน์ ซึ่งสร้างโดยไมเคิล มัวร์ (Michael Moore) นักทำหนังสารคดีระดับอภิมหาเสียดสี ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ตื่นตะลึงให้กับวงการ เพราะเป็นภาพยนตร์สารคดีเพียงเรื่องเดียว ซึ่งลงทุนไม่มาก แต่สามารถทำรายได้เกินกว่า 100 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ  
        ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวต่อต้านสงครามสงคราม อันเกี่ยวกับเหตุการณ์ 9/11 และสร้างภาพประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผู้ลูก ให้กลายเป็นตัวตลกในสังคมระหว่างประเทศไปทันที เมื่อมันถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก  
        หนังของไมเคิล มัวร์ แม้จะถูกอกถูกใจของผู้คนล้นหลาม แต่เขาก็ถูกต่อต้านจากคนบางกลุ่ม ในประเทศตัวเอง เพราะพวกนี้มองว่า เขาสร้างภาพลักษณ์ที่เลวร้าย ให้กับประเทศเมืองแม่ของตัวเอง และดูถูกผู้นำของสหรัฐอย่างรุนแรง จึงมีแรงตอบโต้จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ถึงกับมีการเปิดเว็บไซด์ถล่มพฤติกรรมของเขากันเลยทีเดียว

content/picdata/190/data/A1.jpg

        ไมเคิล มัวร์ นั้นอายุใกล้ 55 รูปร่างอ้วนท้วน ดูคล้ายกับคนไม่ฉลาด แต่เขาเป็นทั้งนักเขียน หนังสือที่เป็นที่รู้จักคือ Stupid White Men มีความสามารถหลากหลายไม่ว่า จะเป็นนักเขียน นักวิจารณ์สังคม และผู้กำกับภาพยนตร์อเมริกัน แต่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เพราะการเป็นคนประเภท “ขวานผ่าซาก”
        การวิพากษ์วิจารณ์ของเขา แม้จะเต็มไปด้วยการเสียดสีร้ายกาจ แต่ก็อัดแน่นไปด้วยข้อมูล ที่ต่อเติมเสริมแต่งน้อยมาก ผลงานของเขาโดยเฉพาะภาพยนตร์ สร้างความทึ่งให้กับอเมริกันชนมาตั้งแต่หนังสารคดี เรื่อง Roger & Me ทำให้ชื่อเสียงของมัวร์เรืองรองขึ้นมาทันที 
 
        สารคดีเรื่องนี้นำเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่เมือง Flint, Michigan เกี่ยวกับปัญหาแรงงานอเมริกัน หลังจากบริษัท General Motor ได้ปิดโรงงานต่างๆ ของตนเองลง และไปเปิดทำการใหม่ยังประเทศเม็กซิโก ที่มีค่าแรงต่ำกว่า ซึ่งทำให้บรรดาคนงานของบริษัทตกงาน และได้รับการจ่ายค่าชดเชยน้อยมาก (คล้ายกับกรณีคนงานไทรอัมพ์ของเรา ที่รัฐบาลนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม นอกจากไม่ช่วยเหลือแล้ว ยังดันจะเอาคนงานเข้าคุกอีกด้วย!...ดูมันทำ!!) 
        หนังเรื่องนี้จุดประกาย ให้อเมริกันชนจดจำ ไมเคิล มัวร์ได้ในฐานะนักวิจารณ์สังคมดาวเด่น ที่มีทัศนะแปลกแยกไปจากพวกนายทุนในโลกแห่งเปรตานุวัตน์ (แปลว่า “ทำตามแบบเปรต”...คำศัพท์ฉบับ “วาทตะวัน”)        
        ในปี 2000 ไมเคิล มัวร์ยังดังต่อเนื่อง คราวนี้ดังเป็นพลุจากหนังสารคดีเรื่อง Bowling for Columbine: เป็นภาพยนตร์ในปี 2000 ของมัวร์ เป็นแนวสืบสวนเกี่ยวกับความรุนแรงในวัฒนธรรมการใช้ปืนในรัฐต่างๆ ของสหรัฐฯ 
        ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ได้รางวัลทั้งในงานมหกรรมภาพยนตร์ ที่เมือง Cannes และรางวัล France's Cesar Award ในฐานะภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ส่วนในสหรัฐอมริกา หนังนี้ได้รับรางวัล Academy Award ในปี ค.ศ.2002 กลายเป็นภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับทั้งเงินทั้งกล่อง แต่ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นพ้น ก็เป็น Fahrenheit 9/11 ดังที่ผมกล่าวมาแล้วตอนต้นนั่นเอง

 content/picdata/190/data/A2.jpg

         ภาพยนตร์สารคดีของ ไมเคิล มัวร์ เรื่องที่เคเบิลที.วี. เขานำมาฉายเดือนธันวาคมนี้ ชื่อเรื่องว่า Sicko  เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การประกันสุขภาพในอเมริกา ซึ่งคนไทยอย่างเรา ไม่สู้จะเข้าใจนัก หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่า คนอเมริกันนั้น ไม่มีประกันสุขภาพถึงครึ่งร้อยล้านคน 
        ดูวิธีการนำเสนอของไมเคิล มัวร์ แล้ว ต้องบอกว่าหลักแหลมมาก โดยให้ผู้ที่โดนเล่ห์เหลี่ยมร้อยแปดของบริษัทประกันภัย เป็นผู้เล่าเรื่องด้วยตนเอง 
        หนังจึงมี น้ำหนักมาก! 
        อเมริกันชนนั้น ต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียม ให้กับบริษัทประกันสุขภาพในราคาที่แพงมาก แต่บริษัทเหล่านี้ยังเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เพราะบริษัทประกันมีสิทธิที่จะปฏิเสธคำขอรักษาพยาบาล เช่นอ้างว่า 
        ประกันไม่คุ้มครองบางโรค หรืออาการของโรคไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาตามคำขอ หรือวิธีรักษาพยาบาลนั้นยังใหม่เกินไป น่าจะเป็นเพียงการทดลองเท่านั้น!
 
        การปฏิเสธคำขอของผู้เอาประกัน จึงถือเป็นผลงานของแพทย์ที่ทำงานประจำในบริษัทประกัน ในการพิจารณาในการเพิ่มผลตอบแทนไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน หรือโบนัส เพราะการปฏิเสธคำขอรักษาโดยแพทย์บริษัทประกัน ทำให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพิ่มน้อยๆด้วย 
        ตัวอย่าง เช่น
        การผ่าตัดบางให้ผู้เอาประกันเพียงรายเดียว อาจใช้เงินสูงกว่า 500,000 ดอลลาร์ ก็มี 
        ดังนั้น แพทย์ที่เริ่มต้นการทำงานบริษัทประกัน ด้วยเงินเดือนเพียงไม่กี่พันเหรียญ อาจได้รับเงินเดือนต่อมาเป็นตัวเลขหกหลัก หากแพทย์ผู้นั้นสามารถแสดงผลงาน ด้วยการปฏิเสธคำขอของผู้เอาประกันได้อย่างต่อเนื่อง  
        การปฏิเสธคำขอนั้น สามารถอ้างเหตุผลได้ร้อยแปดบวกอีกพันเก้าประการ โดยมีแง่มุมทางกฎหมาย ที่บริษัทประกันฝ่ายได้เปรียบ คือ 
        บริษัทประกันไม่ได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน เพียงแต่ปฏิเสธคำขอของลูกค้าในการรักษาเท่านั้น 
        นี่เอง เป็นสาเหตุบริษัทประกันสุขภาพ ใช้การปฏิเสธคำขอรักษาพยาบาลของลูกค้า มาเป็นดรรชนีชี้วัดประสิทธิภาพแพทย์ประจำบริษัท เพราะการพิจารณาปฏิเสธคำขอรักษาพยาบาล เป็นการประหยัดรายจ่าย และสร้างรายได้เพิ่มให้กับบริษัทนั่นเอง 
        เมื่อรายได้เพิ่ม แน่นอนผลกำไรก็มากขึ้นตามไปด้วย!
 
        ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทประกันสุขภาพ สามารถปฏิเสธลูกค้าได้ ด้วยสาเหตุง่ายๆ เช่น ผู้จะเอาประกันอ้วนเกินไป หรือผอมเกินไป ก็ไม่สามารถเอาประกันกับบริษัทเหล่านี้ได้ ชีวิตของพวกเขาก็ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงในกรณีที่มีเรื่องเจ็บป่วย เข้ามาแผ้วพาล
        ดังนั้น คนอเมริกันกว่าครึ่งร้อยล้านคน ในจำนวนนี้ 18,000คน ต้องเสียชีวิตลงเพราะไม่ได้รับการรักษาพยาบาล เพียงเพราะขาดกันประกันสุขภาพเท่านั้น! 
        คนเหล่านี้จึงได้แต่ภาวนาทุกวันว่า ขออย่าได้เจ็บป่วยเลย!!

        มื่อวิพากษ์วิจารณ์ระบบในประเทศของตนแล้ว ไมเคิล มัวร์ ก้าวไปไกลกว่านั้น ด้วยการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค ไปเปิดมุมมองให้ผู้ชม ทั้งที่เป็นชาวอเมริกันและชนชาติอื่น ให้ได้เห็นระบบสาธารณสุขในประเทศฝั่งยุโรปบ้าง โดยพาข้ามน้ำข้ามทะเลไปดูประเทศอื่น อย่างอังกฤษ ซึ่งทำให้อเมริกันชนหดหู่ใจ ที่ได้เห็นแพทย์อังกฤษ ให้การดูแลรักษาคนไข้เป็นอย่างดี โดยประชาชนไม่ต้องจ่ายเงินค่ารักษา หากจะต้องใช้ยา แม้จะมีราคาแพงเท่าใด ก็จ่ายไม่เกิน 6 ยูโร (ราว 300 บาท) เท่านั้น
        นาย TONY BENN อดีตสมาชิกสภาอังกฤษได้เล่าให้
ไมเคิล มัวร์ ซึ่งไปสัมภาษณ์ฟังว่า ตรงนี้ทำให้เห็นความแตกต่างชัดเจน ว่าประเทศที่เป็นประชาธิปไตยใหญ่อย่าง อังกฤษ และสหรัฐ ยังมีความแตกต่างกันมากมายในเรื่องการดูและพลเมืองของตน โดยเฉพาะเรื่องความเจ็บป่วย การเข้าสู่วัยชรา แต่ที่น่าแปลกใจมากที่มหาอำนาจทั้งสอง ยังมีความแตกต่างกัน คือ 
        อังกฤษประกันสุขภาพให้กับประชาชน เมื่อ ปี 1948 แต่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐนั้น เพิ่งผ่านกฎหมายประกันสุขภาพให้กับประชาชนไปอย่างฉิวเฉียด เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง แต่ต้องไปเจอด่านหินที่สภาสูง หรือวุฒิสภากันอีก 
        นายโทนี่ เบนน์ ได้ตอบคำถามสำคัญที่ถามว่า  
        ความคิดว่าพลเมืองอังกฤษทุกคน ควรมีสิทธิ์ได้รับประกันสุขภาพมีตั้งแต่เมื่อไหร่? 
        เขาตอบว่า
        ถ้าย้อนกลับไปมันเริ่มพร้อมระบอบประชาธิปไตย ก่อนเรามีสิทธิ์โหวต อำนาจทั้งหมดอยู่ในมือคนรวย ถ้ามีเงินก็ได้ประกันสุขภาพการศึกษา สวัสดิการตอนแก่ แล้วประชาธิปไตยก็ให้สิทธิ์คนจนโหวต ย้ายอำนาจจากตลาดไปคูหาลงคะแนน จากกระเป๋าเงินสู่บัตรเลือกตั้ง ที่คนพูดกันมันพื้นๆมาก ทศวรรษ 1930 เรามีการว่างงานอย่างหนัก แต่ไม่มีใคร ตกงานตอนสงคราม ถ้าทุกคนมีงานทำด้วยการฆ่าพวกเยอรมัน ทำไมเราไม่ให้ทุกคนมีงานทำด้วยการสร้าง รพ กับ รร จ้างนางพยาบาลกับครู ถ้าเราหาเงินฆ่าคนได้ เราก็หาเงินช่วยคนได้
        ใบปลิวที่ออกมาก็ตรงไปตรงมามาก 1948 บริการประกันสุขภาพแห่งชาติจะเริ่มต้นวันที่ 5 กรกฎาคม มันคืออะไร เราจะได้รับมันได้ยังไง มันจ่ายให้ทั้งค่่ายาค่าทำฟัน ค่ารักษาพยาบาล ทุกคน คนจน คนรวย ชาย หญิง เด็ก ใช้มันตรงไหนก็ได้ ไม่มีค่าใช้จ่ายยกเว้นรายการพิเศษ ไม่กำหนดคุณสมบัติคนเอาประกัน แต่มันไม่องค์กรการกุศล เราจ่ายในฐานะผู้เสียภาษี เราจะได้ไม่ต้องเครียดเวลาป่วย คำนี้สรุปทุกอย่างได้หมด...

        เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้ ท่านคงจะเห็นได้ว่า คนอเมริกันได้รับการดูแลน้อยกว่าคนไทยเรา ที่ยังมีโครงการ “สามสิบบาทรักษาทุกโรค”  ให้พึ่งพาอาศัย ซึ่งเป็นโครงการล้ำค่าที่นายกฯทักษิณ ชินวัตร มอบให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรากหญ้าหรือรากแก้ว ต่างได้รับประโยชน์ถ้วนหน้าอย่างชัดเจน จึงไม่แปลกที่ทักษิณสามารถครองใจผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศ ได้อย่างเด็ดขาด เป็นเหตุให้พรรคของเขาชนะในการเลือกตั้งทุกครั้ง เพราะผู้คนเห็นว่า 
        พรรคดักดานซึ่งเป็นคู่แข่ง แม้ตั้งมายาวนานกว่า แต่ก็ไม่มีผลงานที่เป็นประโยชน์ หรือประทับใจประชาชนแม้สักเพียงเรื่องเดียว แต่กลับจำการคอรัปชั่นแบบ “ปล้นกลางแดด” ของพรรคนี้ ได้เป็นอย่างดี!

        สำหรับประเทศฝรั่งเศสนั้น ยิ่งดีหนักเข้าไปอีก เพราะแผนการดูแลสุขภาพของประชาชน ได้รับการจัดตั้งโดย Dr. Marcel Lascar ได้จัดตั้ง S.O.S Médicins ขึ้นมากว่า 40 ปีมาแล้ว คุณหมอมีความคิดง่ายๆว่า
        หากชาวเมืองน้ำหอม สามารถโทรหาช่างซ่อมท่อประปา ให้มาซ่อมท่อน้ำที่รั่วได้ภายในเวลา 30 นาที คุณหมอ Marcel Lascar ก็คิดว่าพลเมืองฝรั่งเศส ก็ควรจะเรียกหมอมาที่บ้านของตนเองได้ภายใน 30 นาทีเหมือนกัน! 
        ที่น่าทึ่งมากอีกอย่างหนึ่งคือ ผู้หญิงที่คลอดบุตรยังมีสิทธิอื่นๆ ที่ไม่มีทั้งในสหรัฐและประเทศอื่นรวมทั้งไทย คือมีองค์กรที่จัดส่ง “ผู้ช่วยเหลือ” สำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอด ด้วยการมาช่วยดูและบุตรที่เพิ่งเกิด รวมทั้งช่วยซักผ้าให้ ครั้งละ 4 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ตรงนี้มีถ้อยคำเด็ดของคนฝรั่งเศสเอง ที่พูดเอาไว้ในหนังและประทับใจผมมากคือ
        “ในประเทศฝรั่งเศสนั้น รัฐบาลกลัวประชาชน!” 
        อธิบายได้ว่า รัฐบาลฝรั่งเศสนั้นกลัวประชาชนประท้วง กลัวปฏิกิริยาที่มาจากประชาชน นี่อาจเป็นเพราะรัฐบาลกลัวประชาชนมาตั้งแต่ในอดีต ครั้งปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศสที่ชาวนา ชาวบ้านธรรมดา ช่วยกันทะลายคุกบาสตีลมาแล้ว แต่ในสหรัฐอเมริกานั้น ประชาชนกลับเป็นฝ่ายที่...กลัวรัฐบาล 
        ประโยคเต็มๆในหนัง เขาพูดว่า 
        “In France, the government are afraid of the people. they are afraid of protest. They are afraid of the actions from the people. While in the states, people are afraid of government.”
 
        ที่โดนใจผมมากเหลือเกิน คือไมเคิล มัวร์ หักหน้าทั้งประธานาธิบดี และฝ่ายบริหารของสหรัฐ ด้วยการผู้ที่ได้รับความทุกข์จากการเจ็บป่วย ไม่ได้รับการรักษา เพราะไม่มีประกันสุขภาพเดินลงเรือไปที่ฐานทัพที่ “กัวตานาโม”  (ซึ่งสหรัฐเช่าจากคิวบา ปัจจุบันใช้เป็นเรือนจำผู้ก่อการร้ายตะวันออกกลาง) แล้วเขาตะโกนผ่านโทรโข่งจากเรือ บอกว่าจะพาคนป่วยไปให้หมอในค่ายทหารตรวจ
        ต้องเล่าว่า ไมเคิล มัวร์ ปูพื้นให้ผู้ชมเข้าใจโดยใช้ข่าวโทรทัศน์สื่อ เขานำข่าวแพทย์ทหารประจำฐานทัพเล่าถึงการดูแลสุขภาพนักโทษว่า ผู้ต้องขังเหล่านี้ได้รับการดูแลในด้านสุขภาพเป็นอย่างดีระหว่างถูกคุมขัง แถมยังโชว์ห้องศัลยกรรมทันสมัย ที่ใช้ผ่าตัดใหญ่นักโทษได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
        ไม่น่าเชื่อว่า ฐานทัพไม่ยอมรับขบวนของไมเคิล มัวร์ แถมเปิดไซเรน ส่งสัญญาณขับไล่อีกด้วยซ้ำไป!

        ไคลแม๊กซ์ที่ผู้ชมคิดไม่ถึงก็คือ ไมเคิล มัวร์ แก้ลำด้วยการทำแสบสุดๆ โดยหันหัวเรือ พาคนป่วยกลุ่มนี้ ไปขอรับการรักษา ที่ประเทศคิวบา ซึ่งพวกเขาได้รับการดูแลอย่างอบอุ่น (ถ้าไม่เป็นการจัดฉาก!) รวมทั้งการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือทันสมัย และหาซื้อยาที่มีราคาถูกกว่าสหรัฐมาก เช่น 
        ยาพ่นจมูกราคา 120 เหรียญ ผู้ป่วยสตรีคนหนึ่งซึ่งไปกับขบวนทัวร์ของไมเคิล มัวร์ มีอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจใช้อยู่ ต้องซื้อหามาใช้เป็นประจำเมื่ออยู่ในสหรัฐ แต่เมื่อเธอมาซื้อในร้านขายยาของคิวบา ประเทศคอมมิวนิสต์คู่ปรปักษ์สหรัฐ ยายี่ห้อเดียวกัน ขวดเท่ากัน กลับมีราคาเพียงหลอดละ 5 เซ็นต์เท่านั้น ตรงนี้ อาจเป็นการชี้ให้เห็นว่า บริษัทยาในประเทศสหรัฐนั้น 
        รีดนาทาเร้นคนอเมริกันด้วยกันเอง อย่างเป็นล่ำเป็นสัน!

        ไมเคิล มัวร์ ทิ้งท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้โดยบอกกับคนดูว่า
        เรา(คนอเมริกัน) นั้นลงเรือลำเดียวกัน แม้มีความแตกต่างกัน แต่เราต้องไปด้วยกัน ซึ่งจะจมหรือต้องว่ายน้ำ ก็ต้องร่วมชะตาเดียวกัน
        เขากล่าวต่อไป อีกด้วยว่า
        ถ้าประเทศอื่นเขาทำได้ดีกว่า เราก็ควรหยิบฉวยเอาแนวความคิดเขามาใช้ แม้จะมีผู้คนไม่เห็นด้วย ถ้าพวกเขาทำรถยนต์คุณภาพดี เรา(อเมริกัน) ก็ขับมัน ถ้าเขาทำไวน์ที่ดีกว่า เราก็ดื่มมัน ถ้าเขามีแผนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยได้ดี มีวิธีการสอนเด็กอย่างดี หรือดูแลเด็กทารกของพวกเขาได้ดีกว่า นั่นเป็นปัญหาของพวกเรา 
        ทำไมเรา ทำอย่างเขาไม่ได้? 
        คนเหล่านั้นก็อยู่ในโลกเดียวกับเราแท้ๆ แต่ทำไมเราถึงไม่สามารถจัดการทุกอย่างให้ดีและถูกต้อง เรา (อเมริกัน) ยังคงเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกตะวันตก ที่ไม่มีการรักษาพยาบาลฟรีแบบครอบคลุม (universal health care) เราควรจะจัดการเรื่องใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล เงินกู้ในการเรียนมหาวิทยาลัย การเลี้ยงดูเด็กอ่อน ออกไปจากการดำรงชีวิตของอเมริกันชน (โดยรัฐเป็นผู้รับภาระ) ซึ่งมันจะเป็น... 
        “วันใหม่” สำหรับสหรัฐอเมริกา เลยทีเดียว!

        เมื่อไมเคิล มัวร์ โพนทะนาเสร็จแล้ว คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือรัฐสภาที่จะต้อง "ชำระล้าง" หรือซักผ้าสกปรกกองนี้เสียที แกจึงกระเดียดตะกร้าผ้าเดินย้วยก้น ขึ้นไปยังรัฐสภาสหรัฐ เพื่อโยนภาระในการซักผ้าให้กับนักการเมืองที่นั่งป๋อหลอกันอยู่ในนั้น ทำหน้าที่ซักผ้าสกปรกแทนเขา (ด้วยการออกกฎหมายประกันสุขภาพ) เพราะหนังทั้งหมดนี้เขาทำขึ้นมาเพื่อ ‘วันใหม่’ สำหรับประเทศบ้านเกิดของเขาแท้ๆ
        สำหรับผมนั้น ดูหนังถึงตอนนี้แล้ว กลับคิดเลยเถิดไปอีกว่า

        นอกจากโยนภาระ ในการออกกฎหมายประกันสุขภาพ ให้กับรัฐสภาแล้ว ไมเคิล มัวร์ คงจะแสดงโดยนัยอื่นอีกด้วย เพราะมีสำนวนภาษาอังกฤษ ที่ว่า
        To wash dirty linen (laundry) in public 
        ซึ่งแปลว่า การซักผ้าสกปรกในที่สาธารณะ หมายความถึง การโพนทะนา ออกอากาศให้คนอื่นรับรู้ทั่วกัน ตรงข้ามกับภาษิตไทยที่ว่า “ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า”  เช่น เรื่องในบ้าน ก็ควรพูดกันในบ้าน หรือเรื่องภายในประเทศ ก็ควรพูดกันแต่ในประเทศของตัว ไม่ควรนำไปประจาน ให้บ้านอื่นเมืองอื่นเขารับรู้
        ไมเคิล มัวร์ ได้ทำหนังสารคดีที่มีแนว “ประจาน”  ความไม่ดี ในสหรัฐบ้านเกิดเมืองนอนของตัวหลายๆเรื่อง ซึ่งก็มีคนอเมริกันไม่เห็นด้วยก็มี แต่คนเห็นด้วยก็มาก แต่ถ้าหาเขานำความไม่ดีไปบอกกับรัฐบาลหรือรัฐสภา ความไม่ดีหรือความไม่เป็นธรรมในสังคม ก็คงไม่มีทางแก้ไขได้เร็ววัน เพราะเรื่องคงถูกเก็บดองเปรี้ยวดองเค็มเอาไว้ หรือผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอย่างบริษัทประกัน หรือบริษัทยา คงจะ lobby กันแหลก   
        ดังนั้น การใช้วิธีตะโกนกู้ก้อง ร้องบอกให้โลกรู้อย่างนี้
        มัน ‘ได้ผล’ ดีกว่า!
        เมื่อเขาโพนทะนาเสร็จแล้ว คราวนี้ก็เป็นธุระของรัฐบาลหรือรัฐสภาที่จะต้อง "ชำระล้าง" หรือซักผ้าสกปรกกองนี้เสียที แกจึงกระเดียดตะกร้าผ้าเดินตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ย ขึ้นไปยังรัฐสภาสหรัฐฯ อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับ
        มาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงจะพอเข้าใจว่า ที่ผมต้องทำ “จดหมายฟ้องโลก!!!” ก็ด้วยเหตุผลคล้ายคลึงกัน 
        ทั้งนี้ก็เพราะ

        การรัฐประหารของ “ไอ้บังกบฏ” กับพวกนั้น เป็นการละเมิดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เจ้าชาวไทย และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ใช่แต่แค่นั้นนะ...
        “ไอ้บังกบฏ” ยังได้ออกคำสั่งย่ำยี ทำลายหลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของชาติลงไป ดังปรากฏในรายละเอียดที่ผมชี้แจงแสดงเหตุเอาไว้ ในจดหมายสำคัญฉบับดังกล่าว
        ผมได้พยายามเขียนบทความต่อต้าน ตั้งแต่พวก“ไอ้บังกบฏ” กับพวก ยังอยู่ในอำนาจ และต่อสู้เรื่อยมาไม่ได้หยุดหย่อน ทั้งยัง
ยุยงให้บรรดาผู้พิพากษาในประเทศ ให้ร่วมต่อต้าน รวมทั้งส่งบทความของตัวเอง ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวันและรายสัปดาห์ ไปให้หน่วยราชการต่างๆ แม้จะมีผู้เห็นด้วย แต่ไม่กล้าส่งเสียงต่อต้าน เพราะ “ความกลัว”  ว่าตัวเองและครอบครัวจะเดือดร้อน จึงต้องจำใจเงียบ หดหัว ไม่กล้าต่อสู้กับอำนาจที่ไม่ชอบธรรมต่างๆ ที่ผู้ยึดอำนาจใช้กดขี่ หรือกระทำต่อประชาชนคนไทยเรา
 
        ดังนั้น เมื่อมีท่านผู้พิพากษาศาลฎีกาที่องอาจ อย่างท่านกีรติ กาญจนรินทร์ วินิจฉัยคดีอย่างกล้าหาญ เพื่อพิทักษ์ความถูกต้องและคุณธรรมในบ้านเมือง อันเป็นที่รักของเราทุกคน
        ผมจึงสบโอกาส ประจานกระบวนการที่ ‘ไม่’ ยุติธรรมในบ้านเรา ด้วยการ...

        ...เขียนจดหมาย “ฟ้องโลก” มันซะเลย!!!

...................


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ป.ป.ช.โลซก! (ไม่มีปัญญาจัดการ กะอีแค่ ‘คดีดินสอหนีบตูด’!!)
“ซุปเปอร์...จังไร!”
คดีก่อการร้ายในประเทศไทย ถึงทางแยกแล้ว!!!
“สวนโมกข์ฯ แฟรนไชส์”
“คนไทย ‘เงี่ยน’ สงคราม!!!”
ป.ป.ช.โลซก! (ไม่มีปัญญาจัดการ กะอีแค่ ‘คดีดินสอหนีบตูด’!!)
“ซุปเปอร์...จังไร!”
คดีก่อการร้ายในประเทศไทย ถึงทางแยกแล้ว!!!
“สวนโมกข์ฯ แฟรนไชส์”
“คนไทย ‘เงี่ยน’ สงคราม!!!”
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
ที่มันน่าเกลียดน่าชังมาก คือการนำเอาผู้พิพากษา ไปทำหน้าที่ ค.ต.ส. พอสอบสวนจนหมดเวลาตามที่กำหนด ก็กระเด้งกลับไปทำหน้าที่ผู้พิพากษาอีก กระบวนการอัปรีย์อย่างนี้ มีใครที่ไหนเขายอมรับกัน

โดยคุณ ครกกระบาก 125.25.83.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
ได้อ่านแล้วรู้สึกนิยมชมชอบ ไมเคิล มัวร์มากเลยครับ ไว้จะลองไปหาใน ยูทูปดูนะครับ

โดยคุณ ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆ 125.24.82.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
ขอคารวะท่านวาทตะวันจากใจจริง ขอให้กำลังใจท่านในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่ไทยดีและเป็นธรรม

โดยคุณ ลุงธรรม 125.27.117.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
บทความของท่านผู้เขียนช่วงแรกๆมีข้อมูลหนักแน่นดีครับ สรุปช่วงท้ายผมยังไม่เห็นมีหลักฐานสนันสนุนเลยครับ มีแต่ ข้อกล่าวหา ทั้งนั้นเลย ถ้ามีเวลาโปรดแนบ Link ประกอบข้อกล่าวหาข้างต้นไว้ให้อ่านบ้างก็ดีครับ ขอบคุณครับ

โดยคุณ ขอบคุณครับ 115.87.89.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
คนจำนวนมากได้ประโยชน์จาก 30 บาทรักษาทุกโรค แต่พวกหมอไม่ชอบเพราะทำให้รวยน้อยลง สำหรับรัฐบาลอภิสิทธิ์ชน แค่แจกคนสูงอายุเดือนละ 500 ยังมีปัญหาแล้ว ทุกคนที่ฉันรู้จัก รวมทั้งตัวฉันเอง ได้เดือนแรกแล้วไม่ได้อีกเลย

โดยคุณ ดวงสุดา อยุธยา 124.121.212.XXX

ความคิดเห็นที่ 6 แจ้งลบข้อความ
นอกจากท่านกีรติ กาญจนรินทร์ แล้วยังมีอีกท่านหนึ่งคือท่านปัญญา ถนอมรอด ผู้พิพากษา 1 ใน 3 เสียงข้างน้อยคดียุบพรรคไทยรักไทย คำวินิจฉัยของท่านน่ารับฟังเป็นอย่างยิ่งผมอยากให้อาจารย์ช่วยแสดงความเห็นหน่อยครับ

โดยคุณ tritron @ hot mail. 125.27.203.XXX

ความคิดเห็นที่ 7 แจ้งลบข้อความ
คุณ คห.4 แสดงว่าไม่ได้ติดตามข่าวคราว และเรื่องราวบ้านเมืองเลย ทั้งคำวินิจฉัยของคุณกีรติ การออกประกาศอันบัด..ของกบฎสนธิ และอื่น ๆ อีกมากมายที่ประชาชนในประเทศนี้ต้องหวานอมขมกลืนกับการกระทำของพวกนี้ ไม่ยกเว้นแม้แต่พรรคดักดาน

โดยคุณ คนรากหญ้าจริง 110.164.122.XXX

ความคิดเห็นที่ 8 แจ้งลบข้อความ
คนที่เรียกร้องว่า "คนดีในกระดอง" ต้องออกมา ผมเห็นด้วยจริงๆ คุณวาทตะวันช่วยเชียร์ให้พวกท่านออกมากันมากๆหน่อย นี่เห็นท่านสุขุมพันธุ์ออกมากระชากหน้ากากประชาธิปัตย์เอง ขอยกย่อง ขอให้คนดีในกระดองออกจากกระดองกันมาแยะๆ บ้านเมืองจะได้เข้ารูปเข้ารอยเสียที

โดยคุณ โชติ หัสดินทร์ 115.87.90.XXX

ความคิดเห็นที่ 9 แจ้งลบข้อความ
ณ ประเทศนี้ บ้านนี้เมืองนี้ ไม้บรรทัด ที่เป็นบรรทัดฐานได้ถูกเบียดเบียน บดบังความยุติธรรมไป สร้างความอับจน ยากลำบากให้คนดีดีมาเยอะ ดังนั้นไฟในที่ห่วยๆแย่ๆต้องนำออกมาประจาน ให้ไฟนอกมาแผคเผาความเลวระยำตำบอนให้เหลือแต่ไม้บรรทัดดีดี บรรทัดฐานดีดีที่ทำให้คนดีดีเอาตัวรอดได้

โดยคุณ ไฟในต้องนำออก 118.175.144.XXX

ความคิดเห็นที่ 10 แจ้งลบข้อความ
จริงเลย เห็นด้วยกับเบอร์ 9 ไฟในต้องนำออกจริงๆ ต้องออกไปให้โลกเห็น ไม่อย่างนั้นคงไม่มีวันดับ เพราะรัฐบาลประชาธิปัตย์เอาแต่จุดไฟทุกวัน หนังสือพิมพ์ไม่ควรตั้งชื่อรัฐบาลเทพประทาน ทำเทพเสียหายหมด ต้องชื่อ "เถือกประทาน" หรือ "ถ่อยประทาน" จึงจะถูกต้อง

โดยคุณ เห็นด้วย 124.120.228.XXX

ความคิดเห็นที่ 11 แจ้งลบข้อความ
อ่านแล้วซึ้ง ผู้ที่เป็นรัฐบาล มาใช้อำนาจรัฐที่มาจากประชาชน ต้องกลัวประชาชน ไม่ใช่กลัวอำนาจที่มองไม่เห็น ประเทศไทยนั้นมีรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่กลัวอำนาจมือที่มองไม่เห็น และกลัวอำนาจเปรตเปรม กลัวอำนาจปลวกทหาร บริหารประเทศเอาใจมือที่มองไม่เห็น เอาใจเปรตเปรม และเอาใจพวกปลวกทหาร เงินงบประมาณที่กู้มาไม่ถึงมือประชาชนรากหญ้า เงินไปถึงมือพวกนายทุนนายธนาคารของพวกมันแล้วมาให้ประชาชนรากหญ้ากู้ เพื่อเป็นหนี้พวกมันจะได้กดขี่รากหญ้าต่อไปได้ แดงรากหญ้าทั้งหลายลุกขึ้นมาล้มรัฐบาลนี้ให้ได้ ล้มอำมาตย์ให้ได้ และกดหัวปลวกทหารให้ได้ แล้วเอาประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงมาปกครอง เอา รธน.๔๐ กลับมา เอาทักษิณกลับมาบริหาร เพื่อให้รากหญ้าลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งหนึ่ง

โดยคุณ psangrueng@.gmail.com 203.185.150.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
เพราะรัฐบาลโลซกของประเทศไทย มันดันทะลึ่งไปทะเลาะเบาะแว้ง กับประเทศเพื่อนบ้านเขาไปทั่ว ..
เพราะสิ่งที่ไอ้พวกเวรพันธมาร มันลักเอาไปนั้น เป็น “คลังข้อมูล” บรรจุความลับระดับสูงสุดของชาติเรา ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER