หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > “ความหลัง...ครั้งปีใหม่”
หัวข้อ : “ความหลัง...ครั้งปีใหม่” เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

“ความหลัง...ครั้งปีใหม่”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้...จิบกาแฟขมแล้วชิมขนมหลากหลาย ที่พรรคพวกส่งมาเป็นของกำนัลวันปีใหม่ ซึ่งมีทั้งชนิดที่ทำวางขายและของที่ทำลักษณะ home made ซึ่งผมชอบชิมขนมประเภทหลังนี้มากกว่า เพราะคนที่ทำมาให้ลองรับประทานนั้น เขาต้องการทดสอบรสขนมและอาหารพร้อมกับขอคำวิพากษ์วิจารณ์ จนพรรคพวกเคยแซว ว่า  
        สงสัยจะเป็นญาติกับ The Great Jang Geum หรือคุณ ‘แดจังกึม’ ในชาติก่อน!      
        ตอนนั้นหนังเกาหลีเรื่องจอมนางแห่งวังหลวง กำลังดัง แต่ไม่เคยมีญาติโกเป็นเกาหลีหรือเกาหลัง หากเป็นเพราะตัวเองได้เติบโตมาในบ้านที่มีคุณยาย ผู้มีฝีมือปรุงอาหารเป็นเลิศ รู้จักกันดีในหมู่นักเรียนราชินีรุ่นโบราณ และท่านเป็นครูที่มีชื่อเสียงของโรงเรียนแห่งนี้ด้วย อีกทั้งตัวผมสนใจในเรื่องอาหารการกิน เมื่อยังเล็กอยู่ก็ชอบขลุกอยู่ในครัว ดูท่านและแม่ครัวปรุงอาหาร และได้รับหน้าที่เป็นผู้สั่งอาหารเวลาไปกินข้าวกับพ่อแม่ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก 
        ครั้นเติบโตขึ้นออกรับราชการ ต้องออกไปรับประทานกับผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนๆ ก็ทำหน้าที่สั่งอาหารให้คนอื่น พอตอนตัวเองเป็นผู้บังคับบัญชาบ้าง ก็ต้องสั่งกับข้าวให้ลูกน้องกินกันกันอีก ร้านอาหารที่รสมือดีที่ไหน เป็นต้องตะเกียกตะกายไปทดลองกินของเขา จนเป็นที่รู้กันในหมู่พรรคพวก
       
        ดังนั้น เมื่อแนะนำร้านอาหารหรือขนมในคอลัมน์นี้ จึงมีผู้ตามไปลองชิม ซึ่งต่างก็พออกพอใจกันทั้งนั้น มีเจ้าของกิจการอยากให้ไปช่วยชิมและติชมอยู่เสมอ แต่ไม่ค่อยจะได้ไป เพราะกลัวเผลอทานไปมากเดี๋ยวน้ำหนักจะขึ้น เสียเวลาต้องมานั่งลดกันอีก       
        เมื่อมาเขียนคอลัมน์ ก็บอกเคล็ดลับกับท่านผู้อ่านว่า หากท่านเดินทางไปในท้องที่ใดในต่างจังหวัดต่างอำเภอ ไม่ทราบว่าร้านอาหารไหนอร่อย ป้าย ‘เชลล์ชวนชิม’ ของคุณชายถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ก็ไม่มีให้เห็นสักร้าน ให้ลองถามสามล้อดูว่า       
        “พวกตำรวจเมืองนี้ เขากินข้าวกันที่ร้านไหน?”       
        เมื่อได้รับคำตอบ ก็ให้ตรงไปร้านนั้นเลยอย่ารอช้า รับรองว่าท่านจะได้รับประทานอาหารที่ดีที่สุดในอำเภอหรือจังหวัดนั้น       
        ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะนายตำรวจท้องที่ ต้องพาผู้บังคับบัญชา แขกเหรื่อที่เข้ามาในท้องที่ไปรับประทานอาหารเสมอ ทั้งเป็นผู้เลี้ยงและรับเลี้ยง จึงต้องพาไปร้านที่มีฝีมือทำอาหารเพื่ออวดคนต่างถิ่นได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
       
        วันนี้ ต้องตื่นมาส่งต้นฉบับ เพราะการเป็นนักเขียนนั้น คุณชายคึกฤทธิ์ท่านบอกเอาไว้ว่า 
        “เหมือน “แม่ไก่” ที่มีหน้าที่ไข่ ก็ต้องไข่” 
        จะมาบอกว่าวันนี้ไม่ไข่ หรือไม่มีอารมณ์เขียนคงไม่ได้ เพราะทางโรงพิมพ์เขารอต้นฉบับอยู่! 
        ผมเองก็เช่นกัน ต้องลุกขึ้นมาส่งต้นฉบับสำหรับรับวันปีใหม่ เพราะเป็นหน้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะยังรู้สึกนอนไม่อิ่มดี เนื่องจากนอนดึกและทานอาหารมากกว่าปกติ และดื่มเหล้าเข้าไปหน่อย ด้วยว่าได้รับประทานกับผู้คนที่สนิทสนมและรักกันนัก เช้าขึ้นไม่สามารถไปใส่บาตรทำบุญได้ทัน ต้องจัดของไปถวายพระตอนเพล ซึ่งก็ได้ปฏิบัติเช่นนี้มาเกือบทุกปี  
        การทำบุญนั้นได้ถูกปลูกฝังโดยแม่ของตัวเองมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้บุรพมหากษัตริย์ไทย บรรพบุรุษของตนแล้ว ได้เข้าไป กราบพระประธานในโบสถ์ขอพรพระปฏิมา ให้ท่านคุ้มครองชาติไทยให้ปลอดภัย คนในชาติได้รับความสุขความเจริญ แล้วแผ่ส่วนกุศลที่ได้กระทำในวันปีใหม่ ให้กับบรรพบุรุษที่ได้ล่วงลับไปแล้ว รู้สึกสบายใจ 
        หวังว่าคงผ่านปีใหม่นี้ไป ด้วยความปลอดโปร่งโล่งใจ!
       
        คนไทยนั้นได้เปรียบชาติอื่นอยู่ เพราะปีใหม่สองครั้ง คือปีใหม่ตามปฏิทินสากล และปีใหม่ไทยคือวันสงกรานต์ ซึ่งไม่ห่างกันนัก แต่เรื่องของพิธีกรรมแบบไทยๆ เน้นที่ปีใหม่หลัง แต่ที่น่าแปลกที่ คือวันหยุดของประเทศเราไม่ตรงกัน โดยเฉพาะธนาคารกับราชการ เช่น ปีใหม่บางปี ธนาคารหยุดถึงวันจันทร์ที่ ๒ มกราคม เปิดทำการวันแรกคือ อังคารที่ ๓ มกราคม แต่ราชการ มหาวิทยาลัย โรงเรียน ยังคงหยุดอยู่ ไปเปิดทำการวันพุธที่ ๔ มกราคม ดูประหลาดดี ทั้งๆที่เป็นประเทศเดียวกันแต่ยังดูลักลั่น เรื่องนี้อย่าว่าคนไทยไม่เข้าใจเลย คนต่างประเทศที่รู้จักกันบอกว่า       
        “ประเทศของยู...แปลกดีจัง !”
       
        ผมได้เรียกร้อง มาหลายครั้งแล้วว่า ประเทศเดียวกันและ มีความเป็นเอกราช มีอธิปไตยเป็นของตนเอง วันหยุดต้องตรงกันทั้งชาติ จะเรียกร้องต่อไปเรื่อยๆ เพราะเราเป็นประเทศเอกราชไม่เคยเป็นอาณานิคมมาก่อน ทั้งไม่ได้ปกครองแบบสมาพันธรัฐเหมือนบางประเทศ ที่วันหยุดของเขาอาจไม่ตรงกันได้ เช่น เพื่อนบ้านมาเลเซียเป็นตัวอย่าง เพราะบางรัฐที่เคร่งศาสนาหยุดวันศุกร์ อย่างนี้ เป็นต้น 
        หวังว่าผู้มีอำนาจในบ้านในเมือง จะได้นำข้อเสนอนี้ไปพิจารณากันต่อไป
       
        กาแฟขม...ขนมหวาน ฉบับนี้ จงใจให้วางแผงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ พอดิบพอดี แม้ไม่มีขนมหวานมาเป็นของขวัญปีใหม่ส่งให้ท่านผู้อ่านพร้อมเว็บไซด์ แต่มีของดีมาฝากเป็นของขวัญคือ 
        ได้อาราธนาข้อธรรมอันทรงคุณค่ายิ่ง ของท่านเจ้าคุณอาจารย์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เรื่อง “ปีใหม่ ต้อนรับหรือท้าทาย" ซึ่งฟังแล้วน่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์ จึงถือโอกาสอันเป็นมงคลนี้ นำมาอภินันทนาการแด่ท่านผู้อ่านที่เคารพ เป็นการต้อนรับปีใหม่ ดังต่อไปนี้       
        พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณอาจารย์ ปรารภว่า 
        การต้อนรับปีใหม่นั้นเป็นเรื่องของความสุข จะสนุกสนานกันอย่างก็ตาม ถ้าไม่มีการเบียดเบียนกัน ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่มีการทำให้เกิดความวุ่นวาย ก็ถือว่าดีทั้งนั้น เพราะว่าทำให้จิตใจร่าเริง สดใส เป็นมงคล เป็นการเริ่มต้นที่ดี       
        ถ้าเราเริ่มต้นดีด้วยจิตใจที่เบิกบานผ่องใส ท่านเรียกว่าเป็นบุพนิมิต จะนำมาซึ่งความสุขความเจริญงอกงามยิ่งขึ้นไปเหมือนกับว่าวันนี้เป็นต้นทุนแล้ว เราได้เริ่มตั้งทุนใหม่แล้วก็ตั้งต้นไว้ดีด้วย       
        นอกจากจิตใจที่ดีงามและพฤติกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแล้ว ส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือปัญญา รู้จักคิดคำนึงว่าต่อไปเราจะทำอะไร จะดำเนินชีวิตอย่างไร กาลเวลาที่ผ่านไป ย่อมกลืนกินสรรพสัตว์ทั้งหลายไปด้วย ท่านจึงสอนให้เราใช้เวลาอย่างไม่ผ่านไปเปล่า ให้รู้จักใช้ประโยชน์จากเวลา ต้องให้ได้อะไรบ้างไม่มากก็น้อย
       
        การใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ก็อยู่ในหลักของความไม่ประมาทนั้นเอง คือ เราต้องมีความกระตือรือร้น ขวนขวาย ไม่นิ่งนอนใจ ไม่เผลอเลอ ไม่ผัดเพี้ยน แต่ทำการต่างๆ ด้วยมีสติ และต้องทำกันตลอดเวลาทั้งปี       
        ถ้าเราจะให้ได้ประโยชน์จากปีใหม่นี้ จะต้องทำให้ได้ความหมายของความใหม่อย่างน้อย ๓ อย่าง คือ
       
        ๑. ต้องมีความสุขสดชื่น
        ๒. ต้องมีความสะอาดสดใจ
        ๓. ต้องมีพลัง มีความเข้มแข็ง มีเรี่ยวแรงที่จะเดินหน้าต่อไป

       
        จะมีพลังแท้ต้องไม่ติดอะไร ตัวพลังความแข็งแรงที่แท้อยู่ที่ความเป็นอิสระ ไม่ถูกกีดกั้นจำกัด ไม่ถูกกักขัง ไม่ถูกผูกมัดจองจำ ใครจะมีพลังแข็งแรงเท่าไรก็ตาม ถ้าหากว่าตกหลุมตกบ่อ จมปลัก ถูกดูดกลืนไปแล้วหรือว่าถูกมัดแน่นหรือถูกขังไว้ กำลังเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นพลังจะมีความหมายตรงที่มีความเป็นอิสระ จะต้องสร้างพลังที่แท้คือความเป็นอิสระ ซึ่งโดยสาระหรือแก่นแท้ของมัน คือการมีจิตใจที่ไม่ถูกกิเลสครอบงำนั่นเอง       
        เมื่อมีความเป็นอิสระ โปร่งโล่งพร้อมแล้ว ท่านก็บอกว่าให้มีพลังอื่นอีก ถ้าไม่รู้จะเติมพลังอย่างไร ทำไปๆ บางทีพลังถอยลงไปทุกที จึงต้องเติมพลัง พลังอีก ๔ อย่าง ซึ่งเป็นทุนสำคัญที่จะต้องมีไว้ประจำตัวได้แก่
       
        ๑. ปัญญาพลัง คือ กำลังปัญญา ถ้ามีปัญหาแต่ไม่มีปัญญาก็แก้ไม่ได้ ถ้ามีปัญญา ปัญหามาเท่าไรก็ไม่กลัว แก้ได้หมด คนที่จะแก้ปัญหาจึงต้องพัฒนาปัญญาของตัวตลอดเวลา ต้องแสวงหาความรู้ ต้องค้นคว้าเพิ่มพูนปัญญาอยู่เสมอ สิ่งที่ควรย้ำมากกว่าการแสดงความเห็นคือการหาความรู้ ถ้าแสดงความเห็นโดยไม่มีความรู้ก็กลายเป็นความเห็นที่เลื่อนลอย ไม่มีประโยชน์ บางทีกล่าวเป็นเหลวไหลไร้สาระไป
       
        ๒. วิริยพลัง คือ กำลังความเพียรพยายาม คนที่มีความเพียรคือคนที่แกล้วกล้าเข้มแข็ง ใจสู้ ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยไป ความเพียรจึงเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้งานเดิน
       
        ๓. อนวัชชพลัง คือ กำลังความสุจริต คนที่มีความสุจริตก็จะมั่นใจตัวเอง และทำงานบุกได้เต็มที่
       
        ๔. สังคหพลัง คือ กำลังการประสานร่วมมือบำเพ็ญประโยชน์ การช่วยเหลือกัน การเกื้อกูลผู้อื่น การมีความร่วมมือสามัคคี การทำประโยชน์แก่สังคมประเทศชาติ (ผูกใจไมตรีและร่วมมือกัน) งานของเรามักจะมีจุดหมายมุ่งไปที่ข้อ ๔ โดย ๓ ข้อต้นจะเป็นตัวผลักดันให้เราก้าวไปข้อที่ ๔ ถ้าทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ทำประโยชน์อะไรก็จะมีพลังไม่สมบูรณ์ พลังที่ ๔ จึงเป็นตัวที่มาคุมท้ายอีกทีให้ครบ       
        เมื่อเราได้ ๔ ข้อนี้และมีฐานที่ดีคือความเป็นอิสระ ตอนนี้ก็เดินหน้าได้เต็มที่ นี่คือคนมีพลัง ตอนที่จะเข้าสู่ปีใหม่ ถ้าเรามีพลังทั้งหมดที่ว่ามา ก็เรียกกว่าพร้อมที่จะเดินหน้า ปีใหม่นั้น มีความหมาย ๒ อย่าง คือ
       
        ๑. เป็นการต้อนรับ วันเวลาต้อนรับเราตลอดทุกเมื่อ เขาเปิดโล่ง เพราะเขาเตรียมจะกลืนเราอยู่แล้ว เราเดินหน้าไปในเวลาก็เหมือนกับเราเข้าปากของเขามากเข้าไปเรื่อยๆ
       
        ๒. เป็นการท้าทาย กาลเวลาข้างหน้าเป็นการเดินทางอย่างหนึ่งเหมือนกับว่าเรากำลังจะเข้าสู่หนทางที่เรายังไม่เคยเดิน ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไร จะพบอะไร จะผจญภัยกับอะไร ถ้าเรามีความไม่ประมาท เตรียมตัวให้พร้อม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราจะต้องมีความสามารถที่จะรับมือและจะต้องเอามันมาใช้เป็นแบบฝึกหัดพัฒนาตัวให้ได้
       
        วันนี้ เอาธรรมะของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณอาจารย์ มาฝากท่านผู้อ่าน ให้ทุกท่านมีความร่มเย็นงอกงามในพระธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถบำเพ็ญประโยชน์ทั้งแก่ชีวิตของตน แก่ครอบครัว แก่สังคมประเทศชาติ และแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งปวง ทำโลกและสังคมให้เป็นที่รื่นรมย์น่าอยู่อาศัยต่อไป
       
        ฟังธรรมจากพระเดชพระคุณแล้ว ติดใจมากตรง 
        “...ส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือปัญญา รู้จักคิดคำนึงว่าต่อไปเราจะทำอะไร จะดำเนินชีวิตอย่างไร กาลเวลาที่ผ่านไป ย่อมกลืนกินสรรพสัตว์ทั้งหลายไปด้วย” 
        ตรงนี้ทำให้นึกถึง ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธ์ (ทับหลังคือ ‘เครื่องหลังคา’) ที่ปราสาทพนมรุ้ง ด้านล่างของทับหลังสลักเป็นรูปพระกาฬอ้าปาก ซึ่งบอกความหมายเป็นนัยว่าพระกาฬ หรือ “กาล” นั้น หมายถึง “กาลเวลาที่ผ่านไป ย่อมกลืนกินสรรพสัตว์ทั้งหลายไปด้วย”
       
        จากเด็กเติบโตมาเป็นวัยรุ่น แล้วเป็นหนุ่มสาว ก้าวสู่วัยกลางคน และชรา มนุษย์เราต่างใช้ชีวิตโลดแล่นไป และถึงแก่ความตายไปในที่สุด       
        มนุษย์คนไหนก็ตาม ไม่สามารถหลีกหนีกฎเกณฑ์นี้ไปได้เลย แต่เวลาที่ผ่านไปก็คงหลงเหลือไว้แต่ ‘ความหลัง’ เท่านั้น !       
        คิดได้อย่างนี้แล้วทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ผมจึงผูกเรื่องสั้นขึ้นมา ให้ชื่อเรื่องตรงกับคอลัมน์ในวันนี้ คือ “ความหลังครั้งปีใหม่” นำมาฝากท่านผู้อ่านที่เคารพ ในวันที่มีอากาศหนาวเย็นสบายอย่างวันนี้
        ลองติดตาม อ่านกันนะครับ

content/picdata/195/data/9A.jpg

เรื่องสั้น

“ความหลัง...ครั้งปีใหม่”

ชื่อผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ายคนนั้นนั่งมองยอดดอยอันเวิ้งว้างเบื้องหน้า หัวใจของเขาร้อนรุ่ม นี่เลยเวลานัดหมายมานานพอสมควรแล้ว
        ...หรือเธอจะเปลี่ยนใจ ?
        คำสัญญาที่จะรักและดูแลห่วงใย จนวันที่ความตายมาพรากจากกันนั้น หายไปกับสายลมและแสงแดด
        ยอดรัก...เธอเป็นฝ่ายลืมเลือนเสียแล้ว อย่างนั้นหรือ ?
        วันนี้ซินะ ที่เธอให้สัญญาว่า จะตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้าย จะตอบว่า จะครองรักกับเขาในฐานะคู่สามีภริยาต่อกันหรือไม่ ?
       
หากเธอผู้เป็นที่รักเอ่ยคำปฏิเสธ เขาจะทำอย่างไรดี ?
        คิดแค่นี้ ลำคอของเขาแห้งเป็นผง กำลังใจที่จะดำรงชีวิตอยู่นั้น ดูถดถอยน้อยลง
       
        เวลาล่วงไป....ชายผู้รอคอยคู้เข่าเข้าหากัน หงายมือออก ซบหน้ากับฝ่ามือทั้งสองข้าง น้ำตาของลูกผู้ชาย พลันไหลเอ่อกลบดวงตาทั้งสอง แต่ทันใดนั้น เขามีความรู้สึกว่า มีฝ่ามือมาแตะที่ไหล่ของเขาอย่างแผ่วเบา
        ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น มองดูผู้ที่เอามือมาสัมผัส เธอเป็นหญิงชราที่มีเค้าความสวยงามอย่างมากอยู่ ในมือของเธอถือโคนแป้งสีครีม ยอดโคนมีไอศกรีมช๊อคโกเลตสีน้ำตาลเข้ม
        “คุณหายไปนาน...มาช้า...เหมือนวันที่คุณให้สัญญาว่าจะมาแต่งงานกับผมเมื่อ...ห้าสิบแปดปีก่อน” 
        เสียงของชายผู้นั้นแหบเครือ
        หญิงสูงอายุยิ้มน้อยๆ ทำให้ริ้วรอยบนใบหน้ารั้งย่นขึ้นอีก แต่สายตาที่มองเขาเปี่ยมด้วยความรักและเอ็นดู
       “วันปีใหม่คราวนั้น ดิฉันมาช้าแค่ยี่สิบนาทีเอง แต่วันนี้ตอนคุณบอกให้ไปซื้อไอศกรีมเพราะอยากรับประทาน เด็กๆ ยืนเข้าแถวซื้อแถวยาวเลยค่ะ เสียเวลาต่อคิวนานไปหน่อย เลยออกจากร้านมาช้าไปนิด”
       เธอพูดจบ รอยยิ้มอย่างอารีนั้นกว้างขวางขึ้นอีก เมื่อเดาได้ว่าฝ่ายชายคิดอย่างไร จึงปลอบโยนอย่างนิ่มนวลว่า
       “อย่าน้อยใจเลยนะคะ กลับบ้านเถอะ ป่านนี้ลูกๆหลานๆของเราที่มาจากกรุงเทพ คงถึงเชียงใหม่กันหมดแล้วละค่ะ”
       พูดจบ หญิงชราหมุนตัวไปหลังรถเข็นซึ่งเขานั่งอยู่      
       เธอเข็นออกไปอย่างช้าๆ ตามบาทวิถี มุ่งตรงไปบ้านที่เป็นรังรักยาวนานเกินครึ่งศตวรรษของคนทั้งคู่
       
        ชายชรามองไปเบื้องหน้า ด้วยอารมณ์ที่แจ่มใสและผ่อนคลาย สีหน้าแช่มชื่นขึ้น ก่อนจะก้มลงจรดริมฝีปากลงแตะก้อนไอศกรีมที่น่ารับประทาน อย่างมีความสุข

...........จบ..............


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“โถน่าสงสาร...รักหมาๆ”
ถั่ว...พืชประชาธิปไตย!
ความรักของชาย...วัยโพล้เพล้!
“รักคุณเข้าแล้ว...นะจ๊ะ!”
“คำนวณ ล้วนง่ายๆ!?”
“โถน่าสงสาร...รักหมาๆ”
ถั่ว...พืชประชาธิปไตย!
ความรักของชาย...วัยโพล้เพล้!
“รักคุณเข้าแล้ว...นะจ๊ะ!”
“คำนวณ ล้วนง่ายๆ!?”
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
ซึ้ง

โดยคุณ ต่าย 125.26.198.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
เพราะรัฐบาลโลซกของประเทศไทย มันดันทะลึ่งไปทะเลาะเบาะแว้ง กับประเทศเพื่อนบ้านเขาไปทั่ว ..
เพราะสิ่งที่ไอ้พวกเวรพันธมาร มันลักเอาไปนั้น เป็น “คลังข้อมูล” บรรจุความลับระดับสูงสุดของชาติเรา ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER