“รักเดียวใจเดียว แต่เคราะห์ดี ที่ไม่มีเธอ!”
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
เช้าวันนี้…จิบกาแฟขมแล้ว ต้องวุ่นกับการหาเพลงแจ๊สยุคเก่า เพื่อนำไปให้ลูกฟังเป็นแนวสำหรับการแต่งเพลงใหม่ เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างที่ผมออกกำลังกาย ได้ยินเสียเพลงจากโทรทัศน์ชื่อ Begin the Beguine ซึ่ง Cole Porter แต่งไว้ตั้งแต่ ปี ค.ศ.๑๙๓๕ เป็นเพลงที่ผมรักมาก เพราะนอกจากจะเคยเล่นดนตรีแจ๊สเพลงนี้เมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ยังร้องเพลงนี้กับวงดนตรีอีกหลายครั้ง เพลง Begin the Beguine เป็นเพลงที่คนญี่ปุ่นได้ยินเป็นเพลงแรกๆ หลังจากกองทัพอเมริกันเข้ายึดครองญี่ปุ่น ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งเพลงนี้ได้กลายเป็นที่นิยมของผู้คนในแดนซากุระบาน มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ปรากฏว่าเป็นเพลงที่ผมได้ยินนั้น มาจากภาพยนตร์ที่ฉายทางเคเบิ้ล ที.วี. ความที่ชอบเพลงนี้ เลยทำให้ต้องดูหนังระหว่างออกกำลังกายไปด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้ชื่อ Plots and View เป็นเรื่องราวของความรักของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งหลงรักผู้หญิงคนเดียวมาตลอดชีวิต หนังเปิดฉากเป็นงานเต้นรำของโรงเรียน มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณสิบสองสิบสามปี กำลังจ้องมองเด็กผู้หญิงวัยเดียวกัน ซึ่งกำลังยืนเดียวดายอยู่กลางห้องเช่นกัน และมีคนเต้นรำอยู่หลายคู่เต้นไปรอบๆ ดนตรีกำลังบรรเลงเพลง Begin the Beguine ขณะที่สายตาทั้งคู่ประสานกันอยู่ เด็กชายกำลังรวบรวมความกล้าเข้าไปขอเด็กผู้หญิงเต้นรำ ปรากฏว่ามีเด็กผู้ชายร่างอ้วนเดินเข้าแทรกตรงกลาง ตรงเข้าไปขอเด็กผู้หญิงเต้นรำเสียก่อน ทิ้งให้เด็กผู้ชายคนแรกคอตก มองทั้งคู่เต้นรำกันด้วยความผิดหวังเป็นที่สุด ฉากตัดมาอีกทีอย่างรวดเร็ว เป็นเวลาสามสิบปีถัดมา เด็กทั้งสามคนโตเป็นวัยเกินกลางคนเล็กน้อย เด็กสาวที่ชื่อว่า Betty ได้แต่งงานกับ Hugh เจ้าเด็กร่างอ้วน ผู้ที่มาตัดหน้าเด็กอีกคนขอเธอเต้นรำ Hugh โตเป็นผู้ใหญ่ ได้กลายเป็นเทศมนตรีเมืองเล็กๆ ในแคว้นเวลส์ สหราชอาณาจักร ทั้งสามคนอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน แต่เมืองเล็กอย่างนี้ คนระดับเทศมนตรี ก็นับว่าใหญ่โตทีเดียว ส่วนเด็กชายที่กล่าวถึงคนแรก ชื่อ Boris Plot กลายเป็นเจ้าของสถานรับจัดงานศพ หรือ Funeral House และยังคงถวิลหา Betty แม่ยอดดวงใจของตัวอยู่เสมอ ถึงแม้วัยจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตาม
คุณ Betty นั้นมีชีวิตแต่งงานที่ขมขื่น เพราะสามีนอกใจ ไปเล่นเป่าปี่ ตี่จับ กับเสมียนร่างเซ็กซี่ประจำศาลาเทศบาล ลูกน้องตัวเอง ประเภทสมภารรับประทานไก่วัด และมีพฤติการณ์เห็นคุณ Betty เป็นภริยาแบบ “เมียทาสี” คือมีเอาไว้ปรนนิบัติรับใช้ตัว และแม่ผัวชื่อ Dillis ซึ่งร้ายกาจเหลือกำลังลาก ไม่แพ้แม่สามีฝ่ายนางอิจฉา ในโทรทัศน์บ้านเราทีเดียว คุณ Betty ต้องทำงานบ้านรับใช้แม่ผัว ซึ่งนอนป่วยบนเตียง งานหนักยิ่งกว่าพวกคนต่างด้าวที่มาเป็นลูกจ้างบ้านเราเสียอีก หากเป็นลูกสะใภ้คนธรรมดา ที่อารมณ์ฉุนเฉียวหน่อยเดียว นังแม่ผัวใจร้ายคนนี้คงถูกบีบคอแกตายไปนานแล้ว ซึ่งต่อมาแกก็ตายจนได้ แต่ไม่ได้เพราะถูกลูกสะใภ้ฆ่า แต่เพราะกิน Corn Flake เข้าไปจนติดคอตาย คุณ Betty จึงต้องไปพึ่งบริการจัดพิธีศพแม่ผัวจากคุณ Boris ชายซึ่งมีเธออยู่กลางดวงใจของเขามาตั้งแต่เด็ก เรื่องราวอลหม่าน เพราะมีเจ้าของบริษัทรับจัดงานศพอเมริกัน ซึ่งแสดงโดย ดาราดัง Christopher Walkins ในหนังเขาเล่นเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกับ Boris มาเป็นตัวแทรก แต่งานนี้ทำให้ Betty ได้มาใกล้ชิดกับ Boris ซึ่งต่อมาทั้งคู่ก็ได้อยู่ด้วยกันแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง หลังต้องฝ่าฟันอุปสรรคหลายอย่าง ตั้งแต่คุณ Betty ต้องแกล้งตาย และสามีเจ้าเล่ห์ของเธอทำสำออยโศกาหน้าศพ ด้วยการร้องไห้เสียงดัง แต่แอบกระซิบด่าเมียในทำนองว่า “ตายเสียได้แหละดี เธอเอ๋ย !”
ไม่อยากเล่าจนจบให้เสียอารมณ์ แต่อยากให้ท่านผู้อ่านลองไปดูเอง เพราะดูไปก็ยิ่งคล้ายๆกับเรื่องทางโทรทัศน์ของเมืองไทย ที่ตัวละครชายแสดงบทเป็นคนนอกใจภริยา ล้วนแต่อยากให้เมียหลวงที่บ้าน มีอันเป็นไปหรือตายหอมตายกระเทียมไปแทบทุกเรื่อง ซึ่งก็คงไม่จริง เพราะคนที่นอกใจภริยาเป็นครั้งคราว แต่ก็ยังคงรักภริยาของตัวเองอยู่ก็ยังพอมี นี่ผมเถียงแทน พวกผู้ชายคนอื่นๆให้นะ! ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทราบว่าทำรายได้ดี มีฉากเต้นรำสวยๆ และมุกขำอยู่หลายตอน แต่ที่สำคัญคือ เขาแสดงให้เห็นว่า พระเอกนั้นเป็นผู้ชายที่รักนางเอก แบบรักเดียว ใจเดียว ไม่เหลียวแลใครจริงๆ คงจะคล้ายกับเพลง “ชั่วนิจนิรันดร” ที่คุณนริศ อารีย์ ร้องเอาไว้สมัยก่อน ที่ร้องว่า ...ฉันรักเธอ แม้เทียบเสมอกับดวงชีวิต รักเธอชั่วนิจนิรันดร แม้เธอห่างไกล ใจหวงห่วงนิวรณ์ ถึงแม้นม้วยมรณ์ไม่ถอนรักที่มี...

ตอนเป็นเด็ก ผมอยู่ประจำที่โรงเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย ผมเห็นคุณพ่อของเพื่อนรุ่นติดกัน ชื่อ ดร.ประทักษ์ ประทีปเสน (วาทยกรคนสำคัญของประเทศไทย) เวลาท่านทั้งสองมาเยี่ยมลูกชายคืออาจารย์ ประทักษ์ฯ นักเรียนรุ่นผมจะเห็นภาพท่านกุมมือกัน เดินเข้ามาในโรงเรียน เวลานั่งคุยกับลูกก็นั่งใกล้ชิดติดกัน โดยกุมมือกันและกันไว้ตลอด พวกนักเรียนวชิราวุธพอเห็นคุณพ่อและคุณแม่ ของอาจารย์ ประทักษ์ เดินเข้ามาในโรงเรียน แอบนินทากันว่า “แน่ะ...คู่รักใหม่มากันแล้ว!” เมื่อผมโตขึ้นเรียนจบไปแล้ว เวลาเห็นท่าน ต้องเห็นทั้งสามีและภริยาพร้อมกัน ไม่เคยเห็นแยกกันเลย เรื่องของท่านทั้งสองเป็นที่ประทับใจผมมากๆ ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีโอกาสพบกับคุณบุบผา ธรรมบุตร ซึ่งเป็นบุตรีของพี่สาว ดร.ประทักษ์ ผมยังเล่าให้ทั้งคุณบุบผาและสามีฟัง ถึงความประทับใจของผม ที่มีต่อคุณตาและคุณยายของเธอ หลายปีมาแล้ว ผมได้ยินคุณอารีย์ นักดนตรี เล่าในรายการวิทยุ ดูเหมือนจะชื่อรายการ “ผู้หญิงนะคะ” ท่านเล่าเรื่องความรักของท่านอาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปะบรรเลง ให้ได้รับฟังกัน อยากจะขอถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้รับฟังกัน ดังต่อไป

ท่านอาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง นักดนตรี และคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ของเมืองไทย ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปการแสดง(นักแต่งเพลง) ท่านเป็นบุตรคนที่ ๖ ของ จางวางศร หรือหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) หากใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่องโหมโรงคงรู้จักมหาดุริยะกวีท่านนี้เป็นอย่างดี ก่อนที่ท่านอาจารย์ ประสิทธิ์ฯ จะเสียชีวิต ได้เรียกอาจารย์ ลัดดา (สารตายน) ศิลปบรรเลง ซึ่งเป็นนักประพันธ์เพลงเหมือนกัน ภริยาคู่ชีวิตของท่าน ให้มาอยู่ใกล้ๆ และขอให้อาจารย์ ลัดดาช่วยร้องเพลง “สายสัมพันธ์” ซึ่งเป็นเพลงในละครเพลงของท่านให้ฟัง และท่านได้กุมมือคุณลัดดา พร้อมกับยิ้มสดชื่น สองสามชั่วโมงหลังจากนั้น ท่านอาจารย์ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ดุริยกวีและปรมาจารย์ดนตรีนามกระเดื่องของเมืองไทย ก็จากโลกนี้ไปอย่างมีความสุข คุณอารีย์ บอกว่า ได้อ่านเรื่องของอาจารย์ ลัดดา ที่เขียนในหนังสืองานศพของ ท่านอาจารย์ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง แล้วน้ำตาพาลจะไหล อย่าว่าแต่คุณอารีย์เลย แม้แต่ผมเองเป็นผู้ชายแท้ๆ ฟังแล้วยังอดตื้นตันไม่ได้! ได้ทราบจากคุณอารีย์ ว่า เพลงของท่านอาจารย์ ประสิทธิ์ ได้นำไปอัดเสียงใหม่ โดยวงดนตรีประจำชาติของประเทศลัตเวีย ซึ่งกำลังมาแรงในยุโรป และกำลังจะวางตลาด ผมได้ฟังเพลงเดียวคือ “เงาในน้ำ” ร้องโดยนักร้องสมัครเล่นเสียงโซปราโน เสียงคุณผู้หญิงที่ขับร้องเพลงนี้ ช่างหวานนัก ฟังแล้วไพเราะจับใจเหลือเกิน แต่ผมฟังชื่อเธอไม่ทัน จะนำมารายงานให้ทราบต่อไป จึงอยากให้ท่านผู้อ่านลองไปหาซื้อฟังกัน แล้วผมจะเขียนถึงเพลงชุดนี้อีกครั้ง หลังจากได้ฟังจนครบแล้ว แต่ขอยืนยันว่า แค่ “เงาในน้ำ” เพลงเดียว ท่านผู้อ่านก็คงคิดว่าคุ้มกับราคาที่ซื้อหามาแล้ว ผมเข้าใจว่าเพลงชุดนี้คงมีเพลงจากละคร ที่ท่านอาจารย์แต่งไว้และคุ้นหูคนไทยอยู่หลายเพลง เช่น เพลง “ดรรชนีไฉไล” ...จากละครเรื่องดรรชนีนาง, เพลง “รักแท้” ...จากละครเรื่องเงาะป่า, เพลง “ภาวนารัก” ...จากละครเรื่องเงือกน้อย ส่วน “เงาในน้ำ” นั้นมาจากละครเรื่องนาคราช เพลงนี้เดิม คุณสวลี ผกาพันธ์ เป็นผู้ขับร้อง และพี่ลี่ ก็เกิดจากคณะผกาวลี ของท่านอาจารย์ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง นี่เอง จะได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังในโอกาสต่อไป เรื่องผู้ชายที่มีรักเดียวใจเดียวนั้น ปรากฏเป็นข่าวเมื่อประมาณห้าปีมาแล้วว่า ชายไทยที่มีฐานะและหน้าที่การงานดี มีภริยาที่น่ารัก ปรากฏว่าฝ่ายหญิงถึงแก่กรรมไปก่อน สามีก็เศร้าโศกเสียใจเป็นอันมาก แม้พ่อแม่พี่น้องจะช่วยกันปลอบประโลม แต่สามีผู้น่าสงสารก็ปลิดชีพตัวเองตายตาม เพราะไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก เมื่อภริยาผู้เป็นที่รัก และสนิทเสน่หาเป็นชีวิตจิตใจของเขา ต้องมีอันตายจากไปก่อน จึงต้องฌาปนกิจบนเชิงตะกอนพร้อมกัน น่าเศร้ามาก! เพื่อนผมคนหนึ่งเมื่อคุยกันถึงเรื่องนี้ ให้ความเห็นว่า เขาก็อาจจะเป็นเหมือนฝ่ายชายสามีที่ผมเล่า ที่ต้องตั้งศพเคียงกับภริยา และเผาไปพร้อมๆกัน ซึ่งภริยาเพื่อนผมหลายคนนอกจากบอกเป็นเสียงเดียวว่าไม่เชื่อ บางคนก็ทำหน้าหมั่นไส้ ฝ่ายภริยาของเขายิ่งกว่านั้น เพราะเธอพูดออกมาดังลั่น ว่า “ใครจะไปเชื่อ ฉันต้องไล่ตีกับเมียน้อยคุณมา กี่คนแล้วล่ะ!” ฝ่ายชายก็เป็นอันหน้าเสีย ยิ้มเจื่อนๆไปเท่านั้น! ความจริงเรื่องการรักเดียวใจเดียวนั้น เป็นของที่ดีอย่างยิ่ง ทำให้ชีวิตคู่เป็นสุข ประเพณีการแต่งงานไทยนั้น ไม่มีการสาบานตอนแต่งงานเหมือนฝรั่ง ตรงนี้เองกระมัง ผู้ชายไทยจำนวนมากจึงมีเมียน้อย เมียเด็กๆ ได้หลายๆคนตั้งแต่ครั้งอดีตกาล ผิดกับฝรั่งที่บาทหลวงหรือสาธุคุณ จะต้องกล่าวคำนำเจ้าบ่าวเจ้าสาว เป็นการขอคำมั่นระหว่างพิธีสมรส ว่า To have and to hold from this day forward, for better or for worse, for richer for poorer, in sickness and in health, to love and to cherish, till death us do part. คุณศุภาศิริฯ ผู้เคยได้รับรางวัลเรื่องสั้นระดับโลก อ่านร่างคอลัมน์นี้แล้ว เลยขอแปลเป็นไทยๆ ง่ายๆ ตามวิธีการเขียนของเธอ แต่ฟังดูดี ว่า …จะอยู่ร่วมกันจากวันนี้ ไม่ว่าชีวีจะดีหรือร้าย ทั้งยามมั่งมีและเข็ญใจ ทั้งยามเจ็บยามสบาย จะรักและถนอมกันไป จนกว่าความตายมาพราก…. จากนั้นก็มีการถามแต่ละฝ่ายว่า จะรับหญิง/ชายคนนี้เป็นสามี/ภรรยา หรือไม่? ซึ่งเราจะได้ยินแต่ละฝ่ายตอบรับ ว่า “I do.” บางทีการรักเดียวใจเดียวนั้น ก็อาจกลับกลายเป็นเรื่องตรงข้ามไปได้เหมือนกัน ผมเลยเอาเกร็ดชีวิตของชายคนหนึ่ง มาแต้มสีสันเพียงเล็กน้อย แล้วเขียนเป็นเรื่องสั้นเพื่อท่านผู้อ่านได้ลองอ่าน เพื่อการมองอีกมุมหนึ่งของ “รักเดียวใจ” แล้วอยากฟังคำวิจารณ์ของท่านในเรื่องความรักแบบนี้บ้าง ลองอ่านดูนะครับ
เรื่องสั้น “รักเดียวใจเดียว แต่เคราะห์ดี ที่ไม่มีเธอ!”
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ผมก้าวไปในงานศพผู้ที่เคารพนับถือ เห็นเธอนั่งอยู่ใกล้ทางประตูศาลาท่ามกลางเพื่อนฝูงของเธออีกสองสามคน ทั้งหมดกำลังสนทนากัน โดยไม่ทันเห็นการเข้ามาของผม ใจหาย คือความรู้สึกแรก ที่ได้เห็นคนที่ผมหลงรักมานาน! ยังจำได้ดีว่า เราเป็นเพื่อนบ้านกัน และผมหลงใหลในความสวยเฉียบของเธอ ดูเด่นกว่าเด็กในละแวกเดียวกัน แต่ท่าทีของเธอกับผมปึ่งชา มักจะมองผมด้วยหางตา ไม่พูดกับผมนอกจากตวาดด้วยคำพูดแรงๆ เมื่อผมไปขอเล่นด้วย เช่น “ทำไมแกชอบ ‘เสือก’ เรื่องของคนอื่นอย่างนี้...ฮึ!?” เน้นหนักตรงคำว่า “เสือก” ถึงแม้เธอจะพูดไม่ค่อยน่าฟัง ผมกลับยิ้มแห้งๆ และงอนง้อเธอต่อไป โดยหวังว่า พอเธออารมณ์ดีขึ้น อาจเปลี่ยนใจมาพูดกับผมบ้าง แต่ถึงแม้เธอจะพูดกับผม ก็ไม่ได้หวานรื่นหู หากมักจะเป็นในทำนองข่มขู่ เช่น “เวลาเล่นกับพวกฉันนี่ แกอย่าทะลึ่งนะ!” ผมกลับดีใจที่ได้ยิน และเห็นว่าเธอน่าเอ็นดูเสียอีก ตอนเป็นวัยรุ่นนั้น เด็กผู้หญิงนั้นมักฉลาดกว่าผู้ชาย เมื่อเห็นผมเป็นฝ่ายติดตามต้อยๆเธอก็มักเล่นตัว แต่ผมกลับมองกิริยาเหล่านี้ของสาวเจ้า เป็นเรื่องน่ารักไปเสียนี่ ครั้งหนึ่งมีการจัดงานปีใหม่ที่บ้านเพื่อน เธอกับผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายแล้ว มีการเต้นรำกันตามประสาเด็ก ผมขอเธอเต้นรำ เธอบอกกับผมว่า “ฉันเต้นกับแก เพราะเป็นปีใหม่นะ อย่าหลงดีใจไป!” แต่ผมกลับหัวใจพองโต พอเดินออกไปกลางฟลอร์ ผมยกมือจะไปประคองเอวเธอ กลับโดนตีมือผัวะใหญ่ เธอพูดเหมือนคำราม ว่า “อย่ามาทำลามกกับฉันนะ จังหวะชะ ชะ ช่า น่ะ เต้นเฉยๆก็ได้ ไม่ต้องทะลึ่ง ทำมาจับไม้จับมือ จะบ้าหรือแก!!” แล้วเธอก็ลอยหน้าลอยตา เต้นตามจังหวะอย่างมีความสุข ผมหมดอารมณ์ เต้นไปตามแกน...เหมือนหุ่นยนต์!!! หลังจากนั้น เราเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย เธอกับผมยิ่งไกลกันออกไป ถ้าไม่เจอกันจังๆเธอจะไม่ทัก และคำพูดการทักทายของเธอคงเย็นเหมือนดรายไอซ์ มีแต่ควัน ไร้ความเย็นฉ่ำชื่นใจเหมือนเดิม ไม่มีแม้แต่ละอองเสน่หาจากเธอ โปรยปรายกระเซ็นมาให้ผมแม้แต่น้อย! เธอเริ่มมีเพื่อนชายมากหน้าหลายตา ขับรถคันใหญ่ ยี่ห้อดังๆเข้าออกบ้านเธอ แต่ผมก็ยังคงขับรถโฟล์คเก่าๆที่พ่อยกให้ เพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เมื่อขับผ่านหน้าบ้านเธอคราวใด ผมกลับลืมเรื่องน้ำใจที่เธอไม่เคยหยิบยื่นให้ เพราะพอเห็นบ้านของเธอ ผมมองเข้าไปในบ้านด้วยความรู้สึกเป็นสุข และอิ่มเอิบในอก คงจะเหมือนกับคำกลอนที่เขาว่า “แม้นพี่ไม่เห็นหน้า เห็นหลังคาก็ชื่นใจ” ผมเคยเล่าเรื่องความสัมพันธ์ที่พิกลพิการ ระหว่างผมกับเธอ ให้ผู้บุพการีของผมฟัง พ่อเตือนว่า “ผู้หญิงเขาไม่สนใจ เราก็อย่าไปยุ่งกับเขาเลย” คนใฝ่ทางธรรมอย่างพ่อผม จึงพูดเหมือนมหาบาเรียนนอกวัด แต่แม่ผมเป็นซึ่งนักวิจัย และวิจารณ์คนแบบมืออาชีพ กลับบอกอย่างครุ่นคิด ว่า “นังคนนี้ ต้องเป็นคนคุ้มดีคุ้มร้าย อย่าไปสนใจมันเลย เดี๋ยวลำบากแย่นะลูก!” ท่านวิเคราะห์อย่างจริงจัง และเน้นตรงคำว่า “คุ้มดีคุ้มร้าย” เป็นพิเศษ ผมไม่ยักเชื่อ ยังคงเฝ้าติดตามเธออย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งแม่ผมวิจารณ์พฤติกรรมของผมหนักกว่าคำว่า “หมาเห็นเครื่องบิน” ที่พูดติดปากผู้คนสมัยนี้ เพราะตอนนั้นท่านบอกว่า “เหมือนควาย อยากไปไถนาบนดวงจันทร์!” มารดาของผมเป็นคนอารมณ์ดี ครื้นเครง คมคายอย่างนี้อยู่เสมอ แล้วคำทำนายของแม่ก็เป็นจริง เพราะเธอจบปุ๊บแต่งงานกับเศรษฐีปั๊บเหมือนกัน ซึ่งนำความเศร้ามาสู่หัวใจของผม แทบจะทนไม่ได้ ผมผ่านช่วงเวลาของอาการอกหักไปอย่างยากลำบาก จำได้ว่าวันที่เธอแต่งงานนั้น ตัวเองต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียง ด้วยความรู้สึกปวดร้าว และต้องนอนต่อไปอีกหลายวัน กว่าจะโซเซลุกขึ้นมาและไปทำงาน และผันตัวเองออกไปรับราชการต่างจังหวัด เพื่อรักษาหัวใจที่บอบช้ำ เวลาก็ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน เธอแต่งงานและหย่าซ้ำ หย่าซาก หลายครั้งหลายหน ข่าวลือเดิมๆก็คือ บรรดาสามีหย่าขาดจากเธอ หรือทิ้งไป ก็คงเพราะความปากร้ายและไร้น้ำใจ ของเธอนั่นเอง วันนี้ ผมพบเธออีก หลังจากสายตาของเราประสานกัน ผมเลี่ยงไปนั่งฟังพระสวดเยื้องกับเธอ หัวใจสั่นระริก ระหว่างที่พระสวด เธอหันมามองผมหลายครั้ง พอพระท่านสวดจบ ผมเดินไปลาเจ้าภาพ แล้วเดินผ่านเธอกับเพื่อนอย่างเงียบๆ เสียงร้องเรียกขึ้น “.......ใช่ไหม?” (ตรงจุดๆเป็นชื่อของผม) เสียงเธอของข้างสั่นด้วยความชรา กล่องเสียงคงเสีย หรืออาจเป็นกรรมเพราะด่าสามีมากก็ได้ ผมชะงัก หันกลับไปสบตา เธอจ้องลอดแว่นมาเขม็ง ดวงตาของเธอที่เคยงดงาม บัดนี้ช่างแห้งผาก ไร้ชีวิตจิตใจ กะเปาะไขมันใต้ดวงตาดูพองใหญ่ มีรอยย่นทั้งสองข้างเห็นได้ชัด รูปร่างช่างทรุดโทรม ไม่เหลือเค้าคนสวยที่ผมเคยลุ่มหลง ผมตอบอย่างอ่อนน้อม ว่า “ใช่ครับ” เสียงหัวเราะลั่นอย่างถูกใจ แล้วได้ยินเธอพูดกับเพื่อน แต่เสียดแทงผม ว่า “อีตาคนนี้ไง ที่เคยเล่าให้ฟังว่าไล่จีบฉันตั้งแต่ใส่คอซอง ตื๊อซะไม่มีล่ะ” ออกท่าทาง ถูกอกถูกใจเสียเหลือเกิน เธอชี้มือมาที่เด็กสาวที่ใส่ชุดดำ ซึ่งเดินตามผมมาว่า “เจ้าชู้ประตูดินตั้งแต่เด็กๆ เดี๋ยวนี้แก่ตัวก็ยังไม่เลิก หันมาจีบเด็กสาวๆ อายุมากแล้ว น้อยๆหน่อยนะเราน่ะ” พูดไปทำกิริยาหลุกหลิก ตาปะหลับปะเหลือกเหมือนนังแม่มดตัวร้าย ทำให้สุภาพสตรีน้อยๆ ที่เดินตามผมมาทำหน้าตื่นๆ ผมจึงหันไปตัดบทเรียบๆกับกองเนื้อแก่ๆ ที่พูดได้แต่ถ้อยคำอันเป็นอัปมงคล ว่า “ไปก่อนนะครับ” ผมเดินกึ่งวิ่ง จากศาลาบำเพ็ญกุศลออกมากับเด็กสาว ซึ่งตามมาเกาะแขน และบอกกับผมว่า “ คุณปู่อย่ารีบเดินนัก เดี๋ยวหกล้มไปเจ็บนะคะ” พอเธอทักผมก็เดินช้าๆ คล้องแขนเธอ หลานสาวแท้ๆของผม เธอถามว่า “คุณปู่เคยมีแฟนเด็กๆรุ่นหนูเหมือนกันหรือคะ ?” ชัดเจนเลย สายเลือดเข้มข้น หนูต้องเป็นหลานคุณทวดผู้หญิงแน่ๆ วิเคราะห์อะไรได้เหมือนอะไรกันอย่างนี้หนอ ผมนึกอย่างนี้ในใจ แต่ก็เฉไฉ ตอบไปว่า “ยายแก่คนนั้นเขาเป็นเพื่อนปู่ตั้งแต่เด็กๆ เลยพูดอำปู่เล่นเอาสนุกไปอย่างนั้น” ก่อนออกจากประตูวัดธาตุทอง มีผู้หญิงยืนขายลอตเตอรี่ ผมหยิบขึ้นมาหนึ่งใบ ส่งสตางค์ให้คนขาย แล้วหันกลับไปทางโบสถ์ยกมือไหว้อย่างเคร่งขรึม สองสามอึดใจ ก่อนจะแตะเอวเด็กสาว เพื่อพาเดินกลับไปที่รถ “เมื่อกี้นี้ คุณปู่อธิษฐานว่าอะไรคะ ?” หลานสาวถาม “ไม่ได้อธิษฐานว่าอะไร แต่ปู่สัญญากับพระประธานในโบสถ์ว่า หากลอตเตอรี่ที่ปู่ซื้อถูกรางวัลที่หนึ่ง ได้เงินรางวันสี่ล้าน ปู่จะให้หนูสี่หมื่น” ผมพูดพร้อมกับจ้องดูดวงตาที่งามสดใส และใบหน้าที่สวยหยด ดูช่างเหมือนคุณย่าของเธอ ผู้หญิงที่ผมรักที่สุดเหลือเกิน “อะไรกันคะ ได้สี่ล้านให้หลานแค่เปอร์เซ็นต์เดียว แล้วอีกสามล้านเก้าแสนหกหมื่นบท คุณปู่จะเอาไปทำอะไรที่ไหนคะ?” แน่ะ คิดเงินเก่งเหมือนย่าอีก “ปู่จะเอาเงินไปถวายท่านเจ้าอาวาสวัดธาตุทองให้หมดนั่นแหละ” ผมประกาศเจตนามั่นคง “โอ้โฮ ! ทำไมถวายมากมายอย่างนั้นคะ ?” เธอถามต่อเสียงอ่อย “เพราะท่านช่วยให้ปู่ได้แต่งงานกับนางฟ้าอย่างคุณย่าของหลาน....” ผมพูดอย่างอ่อนโยน ก่อนจะพูดต่อให้จบประโยค ว่า “และท่านยังช่วยให้ปู่รอดพ้นภัยร้าย ไม่ต้องแต่งงาน ลงนรก ตกเป็นทาส ‘เทพธิดา-ปากใบคาห่อปลาร้า’ กับยัยปากเสีย คนที่ทักปู่ตะกี้นี้ ไงละจ๊ะ!”
****************
|