“ดอกเอย ‘ดอกฟ้า’ ฤา จะหล่นลงมาคู่ ‘หมาวัด’ !?”
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
เช้าวันนี้...จิบกาแฟขมแล้ว ก่อนเขียนต้นฉบับ เอาซีดีเพลง ‘สุนทราภรณ์’ ที่เพื่อนส่งให้ มาเปิดฟัง เลยทำให้นึกถึงความหลัง นำมาสู่เรื่องเล่าให้ท่านผู้อ่าน ได้ฟังกันในวันนี้ หลังปีใหม่ไม่กี่วัน มีโอกาสไปอำเภออัมพวา กับนักเขียนมีระดับ ซึ่งเธอกำลังจะเขียนเรื่องราวของ ครูเอื้อ สุนทรสนาน กับเพลงของคณะสุนทราภรณ์ ได้ชวนผมไปดูบ้านของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่อัมพวาบ้านเกิดของท่าน ไปถึงก็รู้สึกผิดหวัง เพราะได้ทราบว่าบ้านที่ได้รับการแนะนำให้ไปนั้น ไม่ใช่บ้านดั้งเดิมของครูเอื้อ หากเป็นสถานที่ที่เขาจัดไว้ เป็นเพียงห้องแถวไม้ห้องเดียว อยู่ริมคลองอัมพวาเท่านั้น ห้องแถวดังกล่าว มีการใส่สิ่งของที่เกี่ยวกับครูไว้นิดๆหน่อยๆ ดูเหมือนเขามีความพยายามที่จะจัด ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ครูเอื้อฯ โดยมีความมุ่งหมายจะให้เป็นจุดท่องเที่ยว ในฐานะที่อัมพวาเป็นบ้านเกิดของครูท่านเท่านั้น เลยไม่น่าสนใจเท่าที่ควร และได้ความจากคนเก่าคนแก่แถวนั้นว่า บ้านดั้งบ้านเดิมของท่านนั้น นอกจากไม่ได้อยู่แถบนั้น และได้ขายไปเนิ่นนานแล้วด้วย!
หนุ่มๆรุ่นผมนั้น คุ้นกับเพลงของครูเอื้อ สุนทรสนาน ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของชาติและของโลกนี้ด้วย และคณะสุนทราภรณ์ ก็เป็นวงดนตรีที่ครองใจผู้คนในประเทศ มาเป็นเวลายาวนาน เมื่อครั้งที่ผู้เขียนยังหนุ่มอยู่ งานฉลองกระบี่ของเหล่าทัพ งานฉลองปริญญาของมหาวิทยาลัยต่างๆ วงดนตรีสุนทราภรณ์เป็นที่ต้องการให้ไปบรรเลงในวันสำคัญนั้น เพราะเล่นเพลงลีลาศได้ถูกอกถูกใจของหนุ่มสาวเท้าไฟยุคนั้นยิ่งนัก บรรดาผู้สำเร็จการศึกษา มีโอกาสออกไปยักย้ายส่ายเอว ตามจังหวะลีลา รวมทั้งการสะบัดหน้าพึ่บๆพั่บๆ ในเพลงจังหวะแทงโก้ด้วย ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำที่สำคัญ ของสาวหนุ่มในยุคนั้น ซึ่งกลายมาเป็นคนสูงวัยในวันนี้

ปัจจุบันวงดนตรีสุนทราภรณ์ ยังคงกระชุมกระชวยด้วยยังมีผู้ดูแลอยู่อย่างดี ทั้งยังมีวงดนตรีของกรมประชาสัมพันธ์ ที่ครูเอื้อฯเคยเป็นหัวหน้าวง ตั้งแต่ยังเป็นกรมโฆษณาการ ซึ่งวงดนตรีของหลวงนี้ ก็ยังคงบรรเลงขับขานบทเพลงของ “สุนทราภรณ์” ให้เราได้รับชมและรับฟังกันมิได้ขาด คนไทยเรานั้นช่างโชคดีนัก ที่ยังมีเพลงของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่อย่างครูเอื้อฯเอาไว้ฟังกัน แม้ท่านจะล่วงลับไปสวรรค์หลายปีแล้ว ก็ตาม แต่เมื่อถึงเทศกาลสำคัญ เช่น วันสงกรานต์ วันลอยกระทง และวันปีใหม่ ยามใดที่ได้ยินเสียงเพลงจากวิทยุ ที่เขาร้องว่า “วันนี้...เป็นวันสงกรานต์” ...“ลอยๆกระทง ลอยกระทงกันแล้ว ขอเชิญน้องแก้วมาเล่นรำวง” หรืออย่างเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ เราก็ได้ยินเสียงเพลง “รำวง...รำวง...รำวง...ต้อนรับปีใหม่” ของวงดนตรีคณะสุนทราภรณ์ เมื่อได้ยินเพลงเหล่านี้ เป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้คนไทยเรารู้ได้ทันทีว่า เทศกาลสำคัญของบ้านเรา...กำลังจะมาถึงแล้ว! ดังนั้น เพลงของครูเอื้อ สุนทรสนาน จึงเปรียบเสมือนยาวิเศษ ยามใดที่พวกเราคนไทย ได้ยินได้ฟังเพลงของท่าน เหมือนได้เสพโอสถทิพย์ ช่วยชโลมจิตใจ ให้แจ่มใสเบิกบานแจ่มใสเมื่อนั้น เคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังใน กาแฟขม...ขนมหวาน ตอนที่ “โอ้แม่ฝรั่งข้างรั้ว แม่สุกคาขั้วคอยใคร!” ผมได้พบ คุณเรณู (พิบูลย์ภานุวัฒน์) ภมรมนตรี มารดาของคุณแซม ยุรนันท์ ภมรมนตรี ท่านกระซิบกับผมว่า ปีหน้าอายุของท่านจะแปดสิบแล้ว แต่ผมเห็นคุณเรณูฯยังสดใส สวยสมวัยเหมือนเดิม ไม่ได้ทิ้งความงามระดับรองนางสาวไทยเก่าแต่อย่างใด สาวงามในท่านนี้แหละครับ ที่ความสวยจนคนลือ และมีผู้แต่งเพลงให้ ชื่อเพลง “เรณูดอกฟ้า” ซึ่งผมได้บอกว่า จะเขียนถึงเพลงนี้ในโอกาสต่อไป เลยขอถือโอกาสเอามาเล่าสู่กันฟังกันในวันนี้

คุณเรณู ภมรมนตรี นั้นนามสกุลเดิมของท่านคือ “พิบูลย์ภานุวัฒน์” ได้สมรสกับ พลโท ประยูร ภมรมนตรี อดีตรัฐมนตรีถึง ๕ กระทรวง คุณเรณูฯเป็นนักเรียนราชินีรุ่นอาวุโส เมื่อมีการประกวดนางสาวไทย ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านได้เข้าประกวด และได้ตำแหน่งรองนางสาวไทย ด้วยใบหน้าท่านคมเข้ม เรือนร่างท่านสูงใหญ่เหมือนฝรั่ง และผิวขาวงดงาม เป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้คนที่ได้เห็น จนกระทั่งครูเอื้อ สุนทรสนาน แต่งเพลง “เรณูดอกฟ้า” ให้โดยมีครูแก้ว อัจฉริยะกุล เขียนคำร้อง เข้าสูตรที่ผู้คนสนใจเพลงเขาว่า “แก้วเนื้อ-เอื้อทำนอง” คือ ครูแก้วฯประพันธ์คำร้อง หรือเนื้อร้อง และครูเอื้อฯเป็นผู้ใส่ทำนอง (ท่านทั้งสอง มีผลงานเพลงร่วมกันมากมาย) ซึ่งไพเราะนัก เนื้อเพลงมีอยู่ว่า เรณูกลิ่นเจ้าชื่นชูอยู่เหนือกลิ่นใด ดอกเจ้าคงสวยงามวิไล กลิ่นเจ้าเร้าใจให้ชื่นเอย รื่นรมย์ได้ชื่นได้ชมเมื่อลมรำเพย เรณูดอกฟ้าหอมนักเอย ชวนชิดชื่นเชยกลิ่นเจ้าเอยเหลือข่ม เรณูดอกฟ้าชื่นหนักหนาคราล่องลอยลม เพลงนี้เดิม คุณมัณฑนา โมรากุล ท่านร้องเอาไว้ ต่อมา คุณศรวณี โพธิเทศ ได้มาร้องอัดเสียงอีกครั้ง ของเดิมนั้นจังหวะช้าหน่อย แต่เวลาเล่นสำหรับงานลีลาศเปลี่ยนจังหวะเป็นแทงโก หนุ่มสาวที่อยู่บนฟลอร์ลีลาศ ก็จะเต้นรำเยื้องย่างตามลีลาของละตินอันร้อนแรง สะบัดหน้ากันพึ่บๆพั่บๆ อย่างที่ว่าไว้ตอนต้น สนุกดีจริงๆ! ตอนยังเป็นหนุ่มๆ คนเขียนชอบนักเรื่องเต้นรำจังหวะแทงโก ลงแข่งก็หลายครั้ง เมื่อไม่กี่วันยังมีโอกาสไปวาดลวดลายเก่ากับเขาเหมือนกัน แต่เต้นมากๆไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเองไม่ไหว แต่สาวที่เป็นคู่เต้นเธอจะพาลเป็นลมเอา ทั้งๆที่อายุยังไม่ถึงสามสิบห้าด้วยซ้ำไป สาวๆสมัยนี้นั้น ดูเหมือนสุขภาพไม่ค่อยดีเหมือนสตรีรุ่นเก่า ที่บึกบึนและทรหดกว่านี้มาก เต้นกันครึ่งค่อนคืน ก็ยังมีเรี่ยวแรงไปเล่น ‘ตี่จับ’ ต่อกันได้สบายบรื๋อ หรือจะเป็นเพราะคุณสุภาพสตรียุคนี้ จะรับประทานจั๊งค์ฟูดส์กันมากไปหรืออย่างไร ก็ไม่ทราบได้ เลยไม่สู้จะแข็งแรงกันนัก เต้นกันพักเดียวทำท่าจะหงายผลึ่ง ล้มแผละๆ กันเสียแล้ว ประหลาดจริงๆเชียว!
ขอย้อนกลับมาถึงคำว่า ‘ดอกฟ้า’ อีกครั้ง ท่านผู้อ่านสงสัยบ้างไหมครับว่า คำว่า ‘ดอกฟ้า’ นั้น มีที่มาที่ไปอย่างไรกัน? ผมลองสืบค้นดูก็เห็นว่า ที่มาที่ไปชัดเจนนั้น เห็นจากโคลงของมหากวีศรีปราชญ์ ในสมัยอยุธยา โคลงนี้มีว่า อยุธยายศยิ่งฟ้า ลงดิน แลฤๅ อำนาจบุญเพรงพระ ก่อเกื้อ เจดีย์ลอออินทร์ ปราสาท ในทาบทองแล้วเนื้อ นอกโสม อยุธยายศโยกฟ้า ฝากดิน ฝากดินพิภพเดียว ดอกฟ้า แสนโกฏิบ่ยลยิน อยากเยื่อ ไตรรัตนเรืองรุ่งหล้า หลากสวรรค์ฯ โคลงบทนี้ไพเราะมากเหลือเกิน...แล้วถ้าจะถามต่อไปอีกว่า คำว่า “ดอกฟ้า” แปลว่าอะไรกันแน่ ? เมื่อตรวจดูในพจนานุกรมราชบัณฑิตแล้ว ได้อธิบายคำว่า “ดอกฟ้า” นั้น หมายถึง หญิงที่ถือว่า มีฐานะที่สูงศักดิ์กว่าชายที่หมายปอง

เมื่อผมยังเป็นเด็กอยู่ คนไทยรู้จักคำนี้กันดีแล้ว เพราะมีข่าวเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ต โรส (Her Royal Highness Princess Margaret VC.) พระขนิษฐาของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธ แห่งอังกฤษและเกรทบริเตน ซึ่งในเมื่อวัยแรกรุ่นนั้น เจ้าหญิงพระองค์นี้ทรงมีพระสิริโฉมงดงามอย่างมาก จนคนไทยให้ฉายาพระองค์ว่า “ดอกฟ้า มาร์กาเร็ต” เมื่อยังทรงอยู่ในวัยรุ่น ร่าเริงสดใส ทรงรักอิสระเสรี เจ้า หญิงมาร์กาเร็ตทรงสนพระทัยในด้าน ศิลปะและแฟชั่นอย่างมาก เจ้าฟ้าชายชาลส์ มกุฎราชการมารอังกฤษองค์ปัจจุบัน ทรงรับสั่งภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระมาตุจฉาว่า คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะทราบกันว่า เจ้าหญิงมาร์กาเร็ตทรงเล่นเปียโนได้อย่างยอดเยี่ยม และทรงขับร้องเพลงได้ไพเราะดั่งเทพธิดา พระองค์ทรงเป็นคนรักศิลปะ โปรดดนตรี เต้นรำ ทรงมีชีวิตรักสนุก ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างพระอิสริยยศ กับความรักอิสระของพระองค์ ทรงพบรักครั้งแรกกับร้อยเอกปีเตอร์ ทาวน์เซนต์ นายทหารอากาศ แต่ราชประเพณีนั้นเป็นอุปสรรค ทำให้ความรักของทั้งคู่ ต้องกลายเป็นรักต้องห้าม เพราะนายทหารอากาศที่รูปหล่อและคุณสมบัติดีเลิศนั้น มีข้อบกพร่องตรงที่ เคยผ่านการ ‘แต่งงาน’ มาแล้ว! (แค่นั้นเอง!) เจ้าหญิงทรงโศกเศร้า เสียพระทัยอย่างมาก เป็นที่วิจารณ์กันกว้างขวาง ไม่เฉพาะในประเทศอังกฤษ แม้แต่เมืองไทยผมก็ได้ยินผู้ใหญ่พูดถึงกันมากในตอนนั้น จนเป็นเรื่องที่จำติดมาจนทุกวันนี้ ต่อมาเจ้าหญิง “ดอกฟ้า มาร์กาเร็ต” ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับ “แอนโทนี่ อาร์สตอง โจนส์” ช่างภาพของราชสำนัก ทรงมีพระโอรสและพระธิดาสองพระองค์ และได้ทรงหย่าขาดพระสวามี พระพลานามัยของเจ้าหญิงไม่สู้ดี ทรงเข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้ง และสิ้นพระชนม์อย่างสงบในเวลาต่อมา สิริพระชนมายุ ๗๑ ชันษา โดยมีพระโอรสและพระธิดาเฝ้าดูพระอาการประชวรของพระมารดาจนวาระสุดท้าย สำหรับเมืองไทยนั้น เรื่องของ “ดอกฟ้า” มาโด่งดังเอาแต่ไม่เหมือนกันกับเมืองผู้ดี เพราะของบ้านเรานั้น เป็นเรื่องของนวนิยายที่ประพันธ์โดย คุณกัณหา เคียงศิริ (สกุลเดิม วรรธนะภัฏ) มีนามปากกาว่า “ก.สุรางคนางค์” คือเรื่อง “ดอกฟ้าและโดมผู้จองหอง” ท่านผู้ประพันธ์เขียนเรื่องนี้ขึ้น ภายหลังจากที่มีข่าว “ดอกฟ้า-มาร์กาเร็ต” และอาจเป็นเพราะกระแสของเจ้าหญิง ที่มีส่วนช่วยให้นวนิยายเรื่องนี้โด่งดังขึ้นมาก็เป้นได้ ด้วยเนื้อเรื่องของบทประพันธ์ เป็นเรื่องของสตรีที่มีเลือดสีน้ำเงิน มีศักดิ์เป็นหม่อมราชวงศ์หญิง ชื่อ “ม.ร.ว.แสงระวี” ซึ่งผู้ประพันธ์สมมติเอาว่า เธอเป็นดอกฟ้าแห่งราชสกุล “ทิวากร” คุณหญิงเธอรักษาเกียรติและคุณงามความดี เพื่อวงศ์ตระกูลอันสูงศักดิ์ดุจดั่งหงส์ แต่เพียงรอยจุมพิตแค่ครั้งเดียว ทำให้เธอหล่นปุลงไปในหลุมรักของชายหนุ่มผู้ต่ำต้อย คือนายโดม ซึ่งนามสกุลไม่มีใครรู้จักคือ “ภาสกรณ์” ไม่น่าเชื่อจริงๆว่า เพียงแค่ only one kiss ทำให้คุณหญิงต้องละตระกูลหงส์ลงไปสู่ตระกูลกา มันช่างเป็น ‘จูบมหัศจรรย์’ จริงๆ และทำให้โดม ภาสกรณ์ ซึ่งเป็นแค่ชายผู้จองหองคนหนึ่งเท่านั้น แต่กลับสามารถทำให้ชีวิตของสาวตระกูลสูง ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร คุณหญิงต้องพลัดพรากวัง ‘ทิวาเวศม์’ สู่เรือนหอหลังน้อยๆ ซึ่งชีวิตอาจจะดีขึ้นหรือต่ำต้อย หรืออาจต้องเป็นยาจกยากจน หรือมั่งมีศรีสุขในเบื้องหน้าเป็นอย่างไรนั้น เธอก็หาญกล้าพอที่จะเผชิญอย่างองอาจ แบบเป็นอย่างไรก็ให้มันเป็นกันไม่หวาดหวั่น ยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมีเคยเป็น ไปสู่อ้อมแขนอันอบอุ่นของโดม ภาสกรณ์ ผู้ซึ่งเป็นชายหนุ่มไร้หัวนอนปลายเท้า แต่บังอาจจูบคุณหญิงไปแล้ว ทำให้ตัวเองต้องรับผิดชอบ ต่อการกระทำที่กริยาจองหองพองขนและถือดีของเขา ไปตลอดชีวิตทั้งชีวิตด้วย กระแสของ “ดอกฟ้าและโดมผู้จองหอง” ในยุคนั้น ร้อนแรงมาก ทำให้ผู้คนกล่าวขวัญกันทั้งเมือง และวลีที่ว่า “ดอกฟ้ากับหมาวัด” ก็ปรากฏขึ้นตามนิสัยเจ้าบทเจ้ากลอน และการเปรียบเทียบประชดประชัน อันเป็นความแพรวพราวทางภาษาและการเสียดสีของคนไทยขนานแท้ “ดอกฟ้าและโดมผู้จองหอง” เป็นนิยายที่ได้มีการสร้างเป็นทั้งละคร และภาพยนตร์ ครั้นมาถึงยุคโทรทัศน์ ก็กลายมาเป็นละครทางจอแก้วซ้ำแล้วซ้ำอีก และผมยังเชื่อว่าอีกไม่นานช้าก็ต้องกลับมาสร้างใหม่ เพราะเมืองไทยนั้น บทประพันธ์เรื่องยาวดีๆหาไม่ง่าย นิยายเก่าจึงถูกสร้างซ้ำแล้วซ้ำอีกวนไปวนมาน่าเบื่อไม่น้อย หรืออาจเป็นเพราะบทประพันธ์ยุคหลังๆ ไม่จับใจผู้คนหรืออย่างไรไม่ทราบได้ เรื่องของดอกฟ้านั้น ยังไม่หมดแค่เรื่องดอกฟ้าและโดมผู้จองหอง เพราะในเรื่องดรรชนีนางของอิงอร ก็มีเพลงชื่อ “เดือนต่ำดาวตก” ซึ่งเป็นเพลงที่ผมชอบมากและร้องเพลงนี้ออกงานหลายครั้ง เพลงมีคำว่าดอกฟ้ารวมอยู่ด้วย เนื้อเป็นอย่างนี้ครับ เดือนต่ำดาวตกวิหคร้อง เหมือนเสียงน้องครวญคร่ำร่ำเฉลย สารภีโชยกลิ่นเรณูเชย เหมือนพี่เคยจูบเกศแก้วกานดา หอมระรวยชวนชื่นระรื่นจิต ถวิลคิดครั้งเมื่อขนิษฐา สละศักดิ์ฐานันดรดวงดอกฟ้า ต้องหนีหน้าวงศ์ญาติมาด้วยกัน พระเอกในเรื่อง “ดรรชนีนาง” นั้น เป็นนายทหารเรือผู้ดีมีตระกูล มีหญิงสูงศักดิ์และหมายปองอยู่ในใจ กลับมารักกับนางเอก ซึ่งเป็นเพียงหญิงบ้านนอก ไม่ได้เป็นหญิงผู้สูงศักดิ์ แต่น่ากลัวเพราะใจถึงนัก (ตามสายตาของผม) ทำไมจะไม่กลัวเล่า? ก็เธอเล่นตัดนิ้วส่งทางไปรษณีย์ไปให้พระเอก ตอนเขาทิ้งเธอเพื่อไปหาหญิงผู้สูงศักดิ์ หากตัวเองมีนางเอกใจเด็ดแบบนี้ในบ้านเดียวกัน และจำเป็นต้องอยู่กินด้วยกันกับหล่อน อย่างที่ไม่มีทางจะขยับขยายไปไหนได้ เห็นทีจะต้องเก็บมีดและกรรไกรให้พ้นสายตาเธอ และ... ...ยามจะเข้านิทรา ใส่ไม่ได้แล้วชุดนอนน่ะ ต้องนุ่งกางเกงยีนส์ฟิตๆ แถมต้องนอนคว่ำหน้าทุกคืน เป็นแน่แท้! 555 สำหรับเรื่องดอกฟ้าและโดมผู้จองหองนั้น คำพูดของพระเอกนั้นประทับคุณผู้หญิงที่อ่านหนังสือ เพราะถ้อยคำที่หนุ่มโดมกล่าวนั้น ฟังดูแล้วอบอุ่นดีเหลือกำลังในความเห็นของสตรีเพศ เช่น ตอนที่คุณหญิงดอกฟ้าจะยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอเคยมีเคยเป็น ไปสู่อ้อมแขนอันอบอุ่นของอีตาโดมจองหอง และร่วมหอลงโรงด้วยกัน เขาก็กล่าวถ้อยคำหวานสนิทว่า “คุณจะไม่ต้องสะอื้นด้วยความทุกข์ ผมสัญญา คุณจะอบอุ่นและปลอดภัยในอ้อมแขนของผม” เป็นสัญญาของลูกผู้ชายที่ฟังแล้วขึงขังดีแท้ ดูช่างเย่อหยิ่งจองหองในศักดิ์ศรีของตนเหนือสิ่งอื่นใด ซึ่งคงประทับใจสาวๆสมัยนั้น และผมก็คิดว่าคำพูดของนางเอกคือ หม่อมราชวงศ์หญิง แสงระวี ที่เธอแสดงการบูชาคุณค่าของความรัก ยิ่งกว่าเงินตรามากมายนัก คงโดนใจสาวน้อยสาวใหญ่ยุคนั้นเข้าไปเต็มๆ อีกเหมือนกัน เพราะคุณหญิงเธอพูดประโยคที่คงติดตรึงหัวใจสาวๆสมัยโน้น ว่า “เงินเป็นสิ่งที่ฉันเลือกหลังสุด ถ้าความรักความพอใจยังมีอยู่ในโลกตราบใด เงินต้องเป็นสิ่งสุดท้าย” สำหรับตัวคนเขียนเองคิดว่า ถ้าบังเอิญคุณหญิงมาพูดให้ได้ยินในตอนนี้ คงต้องแย้งเธอไปหน่อย ว่า ...“คุณหญิงเจ้าขา ที่พูดมาน่ะ ผิดแล้วนะเจ้าคะ เพราะ ไม่ว่าตอนนี้หรือยุคไหน ผู้หญิงก็ต้องการแต่งงานกับคนมีกะตังค์ด้วยกันทั้งนั้นล่ะ เจ้าค่ะ!.... ..ถึงจะเป็นดอกที่อยู่บนฟ้า แต่ถ้าหมาวัดกระเป๋ามันตุง มีเงินเต็มถุงเต็มถัง ดอกฟ้าก็ลอยหล่นปุ ลงมาหาหมา นักต่อนักแล้วนะ เจ้าคะ” และคงต้องขยายความ แถมต่ออีกสักนิด ว่า “...สมัยนี้น่ะ ไม่ว่าจะเป็น ‘ดอกฟ้าหรือดอกหญ้า ริมทาง’ ก็ไม่ห่างชั้นกันแล้ว...นะเจ้าคะ!!... ...คุณหญิง...เจ้าขา!!!”
..........................
|