หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > ล้วงความลับ...ด้วยของลับ!!!
หัวข้อ : ล้วงความลับ...ด้วยของลับ!!! เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ล้วงความลับ...ด้วยของลับ!!!‏

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        มื่อปี พ.ศ.2536 “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ” ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์แปลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากหนังสือชื่อ “A Man called Intrepid” ของเซอร์ วิลเลียม สตีเฟนสัน (William Stephenson) ซึ่งทรงใช้เวลาที่ว่างจากพระราชกิจ แปลวันละเล็กละน้อย ใช้ยาวนานถึง 3 ปื หนังสือเล่มนี้จึงเสร์จสมบูรณ์ ออกมาสู่สายตาประชาชน นับเป็นพระอุตสาหะวิริยะ ซึ่งสร้างความปลาบปลื้ม ให้กับพสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง 
        “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ” นั้น ถือได้ว่าเป็นหนังสือสำคัญ ที่ประชาชนควรอ่าน เพื่อเพิ่มพูนความรู้แห่งตน จะได้มีความรักและห่วงใยชาติของเรามากขึ้น แต่สำหรับเจ้าหน้าที่การข่าวของรัฐทุกคน “ต้องอ่าน” เพราะจะทำให้เข้าใจงานของตนดียิ่งขึ้นไปอีก และจะได้ตระหนักความสำคัญของ “ความลับ” และ “การรักษาความลับ” เพราะเขาเหล่านั้นเป็นกลไกสำคัญ ในการป้องกันรักษาชาติบ้านเมืองของเรา จึงจำเป็นต้องเข้าใจในภารกิจนี้ให้ถ่องแท้
        นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระเจ้าอยู่หัวของเรา ที่ทำให้คนไทยได้อ่านหนังสือดีมีคุณค่า และเจ้าพนักงานของรัฐ และผู้มีหน้าที่ในด้านงานการข่าว จะได้มีเอกสารสำคัญ ใช้เป็นคู่มือในการศึกษา เพิ่มพูนความรู้ของตน เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ในการรักษาชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเราต่อไป

        ในระหว่างสงครามนั้น ภารกิจในด้าน “การข่าว”เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด ฝ่ายที่มีศักยภาพในการข่าวกรอง และการต่อต้านการข่าวกรองที่แม่นยำกว่า จะเป็นฝ่ายได้เปรียบในการยุทธ จนนำไปสู่การเอาชนะการศึกสงครามนั้นได้ 
        ปรมาจารย์ทางยุทธศาสตร์ของจีน คือจอมปราชญ์ “ซุนวู” ได้กล่าวเอาไว้นับพันปีแล้วว่า
        “หากใช้หนึ่งล้านตำลึงทอง ในการเคลื่อนทัพ ให้ใช้ห้าแสนตำลึงทองเพื่อ...การข่าว”  
        นี่คือความสำคัญ ของ “การข่าว” ซึ่งจะทำให้รู้ทั้งเขาและเรา เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ ทั้งในยามบ้านเมืองปกติ หรือยามใกล้จะมีศึก หรือมีเหตุจนกองทัพฝ่ายเรา จำต้องยาตราทัพเข้าสู่สนามรบ
        แม้ในยามสงบ การเตรียมรบก็ต้อง “พร้อมสรรพ” เพื่อรับการสงครามได้ทันทีที่มีเหตุ ยิ่งเมื่อชาติบ้านเมืองเรายังอยู่ในภาวะความไม่แน่นอน ด้วยมีความเสี่ยงด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ข่าวสารที่ผ่านการดำเนินกรรมวิธีทางการข่าวที่ถูกต้อง จนเป็น “ข่าวกรอง” แล้ว จึงคงความสำคัญโดดเด่น สำหรับผู้บริหารชาติบ้านเมือง หรือผู้บังคับบัญชาเหล่าทหาร ในการใช้เป็นเครื่องมือช่วยการตัดสินใจทางการเมือง หรือทางการทหาร  
        ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ

        ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โลกแบ่งเป็นสองค่าย เสรีประชาธิปไตยฝ่ายหนึ่ง และโลกคอมมิวนิสต์อีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายซึ่งอยู่ในภาวะ “สงครามเย็น” ต่างก็พยายามแข่งขันกันหาข่าวสาร เกี่ยวกับศักยภาพของแต่ละฝ่าย ทั้งเพื่อการข่าวกรองและต่อต้านการข่าวกรอง เช่น  
        ทำเนียบกำลังรบ ที่ตั้งทางทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยี ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิประเทศ  เหตุการณ์ รายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลสำคัญฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันการแทรกซึม และการบ่อนทำลายทางการเมือง หรือการมุ่งเอาชีวิตบุคคล หรือล้วงความลับ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ข้าราชการ และหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะผู้บริหารประเทศ เป็นต้น 

        ประเทศไทยของเรานั้น ในห้วงระยะเวลาแห่งมหาสงครามโลกครั้งที่สอง ทางราชการก็เข้มงวดมากเรื่อง “การรักษาความลับ” เพราะเราอยู่ท่ามกลาง “ภาวะเขาควาย” (dilemma) หมายถึงตกอยู่ระหว่างมหาอำนาจสองขั้ว คือสัมพันธมิตรฝ่ายหนึ่ง กับญี่ปุ่นซึ่งเป็นฝ่ายอักษะ บ้านเมืองเราจึงเสมือนอยู่บนทางสองแพร่ง ที่สุ่มเสี่ยงและมีอันตรายเป็น
อย่างยิ่ง 
        ผู้บริหารบ้านเมืองในขณะนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ยุทธวิธี “พาลีหลายหน้า” กล่าวคือ
        รัฐบาลในขณะนั้น จำต้องทำทีสมัครสมาน ยอมเข้าเป็นพวกญี่ปุ่นผู้รุกราน ในขณะที่กลุ่มคนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง เล่นบทตรงข้ามโดยวิ่งไปเข้าพวกกับฝ่ายสัมพันธมิตร แล้วจัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในรูป “ขบวนการเสรีไทย” โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีวัตถุประสงค์เพื่อนำพาชาติของเรา ให้รอดจากมหันตภัยครั้งนั้น ไปให้จงได้เท่านั้น 

 content/picdata/251/data/thai.jpg

        จึงมีการรณรงค์ให้ข้าราชการและคนไทย รู้จักรักษาความลับยามสงคราม เพื่อป้องกันอันตราย ที่อาจมาถึงชาติบ้านเมือง โดยมีการใช้ภาพโปสเตอร์รณรงค์ด้วย ซึ่งนับว่า 
        เป็นยุคต้นๆ ของการใช้โปสเตอร์เป็นสื่อ ดังภาพที่ได้นำมาแสดงให้เห็นกัน

        คนไทยมีสำนวนเปรียบเทียบ “ความลับ” กับ “ของลับ”
ที่พูดกันมานมนานแล้ว เพื่อใช้อธิบายความแตกต่างของทั้งสองสิ่งได้อย่างคมคายว่า
        “ความลับต่างกับของลับ ตรงที่ ‘ความลับ’ เมื่อเปิดเผยแล้ว ก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไป แต่ของลับนั้น ถึงจะถูกเปิดเผยแล้ว ก็ยังคงเป็น ‘ของลับ’ อยู่นั่นเอง”
        สำนวนนี้ ดูเหมือนจะกลายเป็น Cliché หรือสำนวนที่ซ้ำๆซากๆ คร่ำครึ น่าเบื่อไปแล้ว แต่ก็ยังคงสัจธรรมให้เราได้เห็นกันเหมือนเดิม หาได้ผันแปรเปลี่ยนแปลงไปด้วย
        เรื่อง “ของลับ” กับ “ความลับ” นั้น บ่อยครั้งก็มีเรื่องต้องมาเกี่ยวข้องกัน เพราะ “ตัณหา” เป็นตัวกำหนด นั่นคือความสัมพันธ์ทางเพศนั่นเอง 
        มีหลายกรณี ที่ประเทศซึ่งยืนอยู่คนละฝั่งกัน ต้องอาศัย “สายลับสตรี” เข้าไปล้วงความลับจากนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม หรือใช้ผู้หญิงเล่นบท เป็น “นกต่อ” เพื่อหาข่าวสารให้ 
        ตัวอย่างก็มีให้เห็น เช่น
        กรณีอื้อฉาวของนาย จอห์น โปรฟูโม (John Profumo) รัฐมนตรีฝ่ายกิจการสงครามของอังกฤษ (Secretary of State for War) กับนางบำเรอ ชื่อ คริสตีน คีลเลอร์ (Christine Keeler) ซึ่งถูกจับได้ว่าเป็นนกต่อของสหภาพโซเวียต ทำให้รัฐมนตรีฝ่ายกิจการสงครามของอังกฤษคนนี้ ต้องลาออกจากตำแหน่ง และ
เสียอนาคตไปเลย

 content/picdata/251/data/chistin.jpg

        การใช้คริสตีน คีลเลอร์ ที่หน้าตาสะสวยอย่างภาพที่เห็น เป็นนางนกต่อเพื่อล้วงความลับ ถ้าจะพูดให้ถึงอกถึงใจ ตรงไปตรงมา ตามภาษามาตรฐานของ “วาทตะวัน” ก็เห็นทีจะต้องกล่าวว่า เป็นการ... 
        “ใช้ของลับ...ล้วงความลับ!

        น่วยงานที่มีหน้าที่รักษาความลับ เช่น หน่วยสอบสวนกลางของสหรัฐอเมริกา (Federal Bureau of Investigation) หรือ FBI นั้น การรักษาความลับ ถือเป็นเรื่องใหญ่โตมาก 
        ผู้อำนวยการใหญ่ของ FBI จะไม่มีวันไปปรากฏกายแบบ
พร่ำเพื่อ ดูอย่างนาย เจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (J. Edgar Hoover) ผู้อำนวยการคนแรกของหน่วยงานนี้ เขามีที่พำนักอยู่ชั้นบนสุดของหน่วยงาน กินนอนในหน่วยงาน และไม่ออกไปปรากฏตัว
ต่อสาธาณะ เว้นแต่จะมีงานราชการจำเป็น เช่น 
        ไปพบประธานาธิบดีที่ทำเนียบขาว หรือไปตอบคำถามวุฒิสมาชิกที่รัฐสภา นายฮูเวอร์จะไม่มีวันไป “สปา” หรือสถาน
อาบอบนวดใดๆ ให้ผู้คนเห็นเป็นอันขาด 
        ตรงนี้อยากให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ จำไว้
เป็นตัวอย่าง ก็คงจะดี!
        การที่มีผู้มาเปิดเผยว่า นายธาริตไปสถานอาบอบนวด เดือนละสองครั้ง เจาะจงนวดกับคุณหมอเบอร์ 161 โดยเฉพาะ
จนกลายเป็น “ขาประจำ” กัน และดันมีคนเขาทราบพฤติกรรม
ได้นำมาเปิดเผยต่อสื่อ แบบหมดเปลือก ซึ่งเจ้าตัวเองก็ยอมรับ
โดยดุษฎีว่า เป็นคน... 
        “ขี้เมื่อย” 
        ตรงนี้ก็น่าเห็นใจ งานของนายธาริตแกคงหนักจะหนักจริงๆ เพราะต้องทั้งแบกทั้งหามรัฐบาลโลซก เอาไว้นั่นเอง! 
        แม้จะทำใจให้เชื่อว่า นายธาริตคงจะไม่ได้เปิดเผยอะไรที่เป็นความลับให้คุณหมอนวดฟัง และตัวเขาเองก็บอกกับสื่อว่า เป็นเพียงการนวดแก้เมื่อยขบเท่านั้นก็ตาม แต่โดยการเป็น
ผู้มีตำแหน่งหน้าที่สำคญ เมื่อมีข่าวฉาวออกไปอย่างนั้น ก็หนีไม่พ้นการถูกนินทาอย่างสนุกปากได้ เช่น 
        อาจมีผู้ตั้งปุจฉาว่า 
        “นวดแล้ว ‘นาบ’ ด้วยหรือเปล่า?” หรือ “หมอนวดคงแถมบริการเป็นพิเศษ เช่น ‘ซาม้ง-ซาโม้ก’ให้ด้วย...ใช่ไหมล่ะ?” ฯลฯ อะไรทำนองนี้ 
        ดังนั้น การไปในสถานที่อโคจร อย่างสถานอาบอาบนวด ของบุคคลที่เป็น “อธิบดี” ของหน่วยงานที่มีอำนาจในการสอบสวนคดึพิเศษ อย่างคุณธาริต เพ็งดิษฐ์ ย่อมเป็นเรื่องที่ ‘ไม่เป็นมงคล’ ซึ่งเป็นอันตราย ทั้งต่อตัวเขาและหน่วยงานเป็นอย่างยิ่ง 
        ทางที่ดีอธิบดีขี้เมื่อย ควรจะส่งภริยาไปเรียนการนวดที่สถาบันหัตถศาสตร์แผนไทย เมื่อจบแล้วจะได้กลับมาบริการนวดนายธาริตผู้เป็นสามีที่บ้าน ดูจะปลอดภัย สะอาดกว่า และดีกว่ามากด้วย
        จึงขอเสนอแนะมา ณ ที่นี้

        อย่างไรก็ตาม เรื่องกิจกรรมทางเพศนั้น อาจปรากฏออกมาเป็นข่าว “ฉาว” ได้หลายรูปแบบ เพราะความเจริญในด้านเทคโนโลยี่ การแอบบันทึกความลับทั้งภาพและเสียง สามารถทำได้ไม่ยาก โดยผู้ที่ตกเป็นเป้าหมาย ไม่มีทางรู้ตัว เช่น 
        กรณีของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีภาระในการแก้คดียุบพรรค ต้องปวดหัวหนักเข้าไปอีก เพราะพยานปากสำคัญคือ พ.ต.อ.
สุชาติ วงษ์อนันตชัย
ได้นำเทปเสียงที่แอบอัดมาแสดงต่อศาล แบบไม่ให้ตั้งตัว ซึ่งทำให้ทนายฝ่ายจำเลย และสมาชิกพรรคดักดาน ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปตามๆกัน เพราะแม้แต่นายธาริต อธิบดีดีเอสไอเอง ก็ไม่ทราบมาก่อนว่ามี... 
        “เทปลับ” 
        พอเรื่องไปเปิดเผยบนศาลแล้ว ดันมีคนทะลึ่งนำชื่อสายลับ ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร เป็นนักการเมืองฝ่ายที่เสียประโยชน์ และสื่อฝั่งตรงข้ามนั่นเอง ซึ่งเป็นการฟ้องต่อสาธารณะชนอย่างชัดเจนว่า...คนใน DSI เองนั่นแหละ...
        ที่เป็นผู้เปิดเผย...ความลับเสียเอง!
        การกระทำดังกล่าว ทำให้ตัวสายลับของหน่วยเอง ต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง
        ยอมรับกันไม่ได้เด็ดขาด!!

        เมื่อ 12 มิ.ย.2553 ผมเคยเตือนเจ้าหน้าที่กรมสอบสวน
คดีพิเศษ ให้ทำงานอย่างมืออาชีพ ด้วยบทความชื่อ คำเตือน...D.S.I. ต้องทำงานอย่าง ‘มืออาชีพ’    (
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=230) แต่การจงใจเปิดเผยชื่อสายลับครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า 
        การทำงานของดีเอสไอ นอกจากขาดความเป็นมืออาชีพแล้ว และผู้คนเขายังอาจพูดกันได้อีกว่า 
        หน่วยงานของคุณธาริตฯ ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างชัดเจนแล้ว!

        ผมยังจะไม่พูดถึง การสอบสวนคดีต่างๆของ DSI ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ จากสื่อสารมวลชนทั้งหลายว่า ขาดความเป็นธรรม ทั้งมาตรฐานต่ำกว่าที่ควรนัก รวมทั้งยังมีเรื่องไม่ชอบมาพากล ให้ต้องพูดถึงกันอีกมากมาย แต่ตั้งใจจะร่ายยาวเป็นพิเศษ ในโอกาสต่อไป ขอให้แฟนๆที่สนใจ คอยติดตามกันไป
        ดังนั้น หากผมเป็นรัฐบาล เห็นทีจะต้องพิจารณา เปลี่ยนตัวอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อย่างไม่ลังเลแต่ประการใดเลย แต่รัฐบาลของ “นายมาร์ค ร้อยศพ” ที่กำลังใช้นายธาริตเป็นเครื่องมือทางการเมือง จนทำให้หน่วยงาน DSI ดูตุปัดตุเป๋ เสียทั้งความยุติธรรม และความเป็นมืออาชีพไป จนดูไร้เกียรติและศักดิ์ศรีอย่างที่เห็นกันในขณะนี้ นั้น 
        พรรคดักดานซึ่งเป็นแกนนำในการบริหารประเทศ เห็นทีจะต้องเก็บรักษานายธาริตเอาไว้ เพื่อประโยชน์ในการช่วย “ค้ำ” รัฐบาลโลซก ของพวกตนต่อไปนั่นเอง

        ก่อนจบบทความวันนี้ เห็นทีจะต้องมีคำถามรัฐมนตรีที่คุมหน่วยงานดีเอสไอ คือนายพีรพันธ์ สาลึรัฐวิภาค ถึงเรื่องที่เขาลือกันหึ่ง คือ “คลิปฉาวตะกายดาว” ของกระทรวงยุติธรรม ที่กำลังกระฉ่อนกันนั้น 
        คุณพีรพันธ์ฯพอรู้หรือเปล่า ว่า
        ใครกำลังตะกายใคร!? 
        รู้แล้วก็ไม่ต้องมาบอกผมหรอกครับ เพราะไม่มีประโยชน์...

        ไปบอกคุณนายที่บ้าน ของท่านรัฐมนตรีเอง...ดีกว่ากระมัง!!?

.............

        (***บทความประจำสัปดาห์ ตอน ล้วงความลับ...ด้วยของลับ!!!‏  ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 25 ก.ย.2553)


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
น่าจะเอา "คลิปฉาวตะกายดาว” ประกวดแข่งกับ "คลิปฉาวเมืองตาก”

โดยคุณ คลิปไหนเร้าใจกว่ากัน? 125.25.241.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
ข้อควรระวัง...วิญญูชนพึงรักษาความลับเสมอหนึ่งของลับ...ชีวีจะมีสุข

โดยคุณ วาดฝัน ตะวันแรม 125.24.86.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
ความลับ-ความเลว ของไอ้พวกนี้ มันถูกเปิดออกมาเรื่อยๆ แต่มันหน้าด้าน เพราด่าเท่าไหร่มันก็ไม่เจ็บ ถึงเจ็บมันก็ทน

โดยคุณ รู้สันดานไอ้พวกนี้ดี 124.121.212.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
ฮูเวอร์ เป็นตุ๊ด แต่หญิงเที่ยวบาร์เกร์ ไม่ใช่หรือ...ลุงวาท

โดยคุณ f 125.27.85.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
มีอะไรก็เปิดมาให้หมด มันจะทำให้มีความเจริญขึ้นมาบ้าง ให้สมกับคำว่าประชาธิปไตยที่เรามีอยู่ มันจะได้เต็มใบสักที่ อย่าปิดบังอำพรางกันอีกเลย

โดยคุณ sasigan2503@hotmail.com 61.7.132.XXX

ความคิดเห็นที่ 6 แจ้งลบข้อความ
ขนาดทดลองสูบยาบ้าออกทีวียังได้เป็น รัฐมตรี ลอยหน้าลอยตา พูดว่าคนโน่นคนนี้ถ้าเป็นพวกกู ไม่จำเป็นต้องทำในที่ลับหรอกอาจารย์ นี้แหละพวกมีคุณธรรมจริยธรรม พวกไม่เคยโกงการเลือกตั้ง ถ้าพรรค(พวก)ผมมีอุดมการณ์ขนาดนี้เป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ขนาดนี้รับรองครองใจประชาชนและคงได้ใจประชาชนไปเต็มๆๆ ผลสุดท้ายก็คงชนะใจประชาชนตลอดกาล ไม่จำเป็นต้องยื้อยุบพรรคหรอก ถ้าเป็นพรรคอื่น 3 ชั่วโมงตัดสินเสร็จแล้ว

โดยคุณ บัวบาน 125.26.164.XXX

ความคิดเห็นที่ 7 แจ้งลบข้อความ
ก้อเล่นทำ Multiple Standard ซะขนาดนั้น แต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละพรรคพวก ก้อมีมาตรฐานในการตัดสินแตกต่างกัน คือใช้กฎกู พวกกูของๆกู ถ้าพวกอื่นๆไม่ใช่พวกกูก้อเร่งรัดตัดสินสืบสวนสอบสวนไม่ทันไรก้อสรุปความแล้ว รับลูกโยนลูกกันดี แต่ถ้าของๆกู แช่แข็ง อมพะนำ หน้าด้านเข้าไว้เดี๋ยวเรื่องก้อเงียบไปเอง

โดยคุณ ศุภนิติกระบวน 182.52.217.XXX

ความคิดเห็นที่ 8 แจ้งลบข้อความ
ผมมองเลยไปอีกหน่อย นายธาริตเคยชมนายจตุพรว่าเก่งสามารถรู้ว่าตัวเองว่าไปไหน โธ่คุณน่ะช่างโง่เสียนี่กระไร เขาบอกเป็นนัยๆว่าคุณหนีเขาไม่พ้นหรอก คุณน่ะถูกจับตาจากพวกเขาตลอดเวลาไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน ถ้าจะจับตายเสียเมื่อไหร่ก็ได้ ต่างหาก

โดยคุณ ดอนตาล/bluepraw@hotmail.com 124.121.20.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER