หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > ‘อ๊อกซฟอร์ด’ สอนให้ใช้ ‘หัวคิด’ บ้างไหม!?
หัวข้อ : ‘อ๊อกซฟอร์ด’ สอนให้ใช้ ‘หัวคิด’ บ้างไหม!? เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

‘อ๊อกซฟอร์ด’ สอนให้ใช้ ‘หัวคิด’ บ้างไหม!?

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        มื่อเร็วๆนี้ มีข่าวนักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ซึ่งเรียนอยู่ในคณะดนตรี ออกมาร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยบอกว่า มหาวิทยาจัดการเรียนการสอนที่ไม่มีคุณภาพให้พวกเขา อีกทั้งอาจารย์ไม่มีความรู้ ไม่มีประสิทธิภาพในการสอน หลักสูตรก็มีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน โดยตัดวิชาสำคัญออกไปถึง 40 วิชา
        ฟังแล้วให้เวทนา และสงสารเด็กๆนัก!
        มหาวิทยาลัยดังกล่าวแห่งนี้ แต่ดั้งเดิมเคยมีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นโรงเรียนพาณิชย์ ที่รู้จักกันในชื่อ “อัสสัมคอมเมิร์ซ” ซึ่งผลิตบุคลากรระดับเสมียนพนักงาน ป้อนบริษัทห้างร้านที่ประกอบธุรกิจการค้ามาหลายปีติดต่อกัน 
        ครั้นเมื่อไต่เต้าขึ้นมาอยู่ในระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก็ทำท่าจะดูดีในตอนต้น แต่มาระยะหลังดูเหมือนจะทำธุรกิจหนักข้อมากขึ้น จึงมีการเปิดสอนคณะต่างๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยเองก็ไม่สันทัด จนเกิดบกพร่องในเรื่องการเรียนการสอน และเป็นข่าวน่าขายขี้หน้า ตามที่ได้เล่ามาข้างต้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เหตุการณ์ประท้วง การร้องร้องเรียนของนักศึกษา จึงเกิดขึ้น!
        ครั้งนี้เอแบคคงเสียชื่อไม่น้อย และคงจะไม่เป็นที่น่าไว้วางใจของผู้ปกครอง ที่จะส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาอีกต่อไป หรือหากจำต้องส่ง ก็ขอให้ท่านผู้ปกครอง ติดตามผลการศึกษาของบุตรหลานโดยใกล้ชิด หากเกิดกรณีอย่างคณะดนตรีขึ้นมาอีก ก็ขอให้ผู้ปกครองเข้าร่วมประท้วงด้วย 
        อย่าปล่อยให้เด็กๆดำเนินการเอง!
        ในทัศนะส่วนตัวของผมแล้ว ยังเห็นว่า หากลูกหลานของท่านสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้ ทางที่ปลอดภัยและประหยัดสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ก็น่าจะให้ศึกษาในมหาวิทยาลัยเปิดของรัฐอย่างเช่น รามคำแหง สุโขทัยธรรมาธิราช ฯลฯ 
        น่าจะเป็นทางเลือก ที่ดีกว่ากระมัง!

        การร้องเรียนของนักศึกษา ทำให้ผมนึกถึงตัวเองเคยวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องการทำโพลของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ที่รู้จักกันในชื่อ “เอแบคโพล” เพราะผมไม่เชื่อถือผลโพลของเขา เนื่องจากตัวเองทำงานเกี่ยวข้องกับด้านสถิติ และงานวิจัยมานานนับสิบปี จนมองออกชัดเจนว่า เป็นโพลของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ‘ชะเลียร์’ รัฐบาลของนายมาร์ค มุกควาย โจ่งแจ้งเกินเหตุ และขัดแย้งกับโพลของมหาวิทยาลัยอื่น อย่างน่าประหลาด 
        ฉะนั้น ความไม่ได้มาตรฐานในการเรียน การสอนของเอแบค จนนักศึกษาต้องออกมาโวยวายในครั้งนี้ น่าจะเป็นเครื่องลดทอนความเชื่อถือ ของโพลมหาวิทยาลัยแห่งนี้  ให้ทรุดหนักลงไปอีกด้วย เพราะตอนนี้ผู้คนก็จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ขนาดการศึกษาภาคปกติ นักศึกษาของตัวเองยังออกมาโวยวายให้ขายขี้หน้า...  
        “...แล้วผลโพลของมหาวิทยาลัยนี้ เราจะไปเชื่อถือได้อย่างไรกัน!?”

        ณะนี้ นอกจากเรื่องการร้องเรียนของนักศึกษาเอแบคแล้ว บ้านเรายังมีเรื่องความมาตรไม่มีฐานในการศึกษา แพร่ออกมาจนน่าห่วงใย สื่อมวลชนระดมกันแพร่ข่าวเรื่องการขยายหลักสูตรที่ไม่ได้มาตรฐาน ไปสู่จังหวัดอื่น ซึ่งไม่ใช่ที่ตั้งหลักของมหาวิทยาลัย และเป็นการศึกษาในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ซึ่งสื่อเขาลงชัดเจนว่า ไปสอนกันในวัดบ้าง โรงเรียนอนุบาลบ้าง แม้กระทั่งตามปั๊มน้ำมัน ก็ยังมีให้เห็น ฯลฯ 
        พวกอาจารย์มหาวิทยาลัยในกรุง พากันรับจ๊อบบินไปสอนกันวันเสาร์อาทิตย์ มีรายงานว่า ส่วนใหญ่ก็แค่ไปนั่งคุยๆ ไม่ได้สอนอะไรจริงจัง แต่ที่ยอมไปสอนกัน ก็เพราะค่าตอบแทนหรือค่าสอนดี 
        การเซ็งลี้ทางการศึกษาบ้านเรา มีการทำเป็นล่ำเป็นสัน แล้วก็แจกปริญญากันให้เกร่อไป จนวุฒิสภาเขาได้มีรายงานออกมาในเรื่องนี้ออกมา ก็สร้างความตื่นตระหนกกันไม่น้อย          
        ก่อนหน้านี้ รัฐบาลของนายมาร์ค มุกควาย ยังได้ออกข่าวว่า สนใจในเรื่องการโฆษณาขายปริญญาทางเว็บไซด์ต่างๆ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ทำการตรวจสอบ แต่ก็มีการยืนยันว่าทั้งหมดยืนยันว่า
        ไม่มีกระบวนการที่จะซื้อขายปริญญาในระบบการศึกษาไทย แต่ผู้คนเขารู้ความจริงว่า การเซ็งลี้ทางการศึกษาเป็นอย่างไร ตัวผมเองก็เคยได้ยิน อ.เสรี แมนเต็มขั้น พูดโฆษณาหลักสูตรปริญญา โท,เอก ของมหาวิทยาลัยที่เติบโตมาจากวิทยาลัยครู ว่า 
        “จ่ายเงินครบ...จบแน่ๆ!”
        ฟังแล้วใจมัน ‘เหี่ยวแห้ง’ น่าขยะแขยงเหลือกำลัง!!  

        ตั้งแต่พรรคประชาธิเปรตเข้ามาบริหารประเทศ ก็มีโครงการแปลกๆในด้านการศึกษา ซึ่งต้องใช้จ่ายเงินจำนวนไม่น้อยเลย แต่ผลสัมฤทธิ์นั้น ยังเป็นเรื่องคลุมเครือเอามากๆ เช่น 
        เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า มีโครงการที่จะทำให้... 
        “ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่ 2 ในการเรียนการสอน” 
        ฟังดูเก๋ไก๋ดี!
        ปรากฏว่าถูก สนธิ ลิ้มทองกุล บอสใหญ่ค่ายผู้จัดการ ASTV ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แบบด่าหนักหน่วงป่นปี้เช็ดเม็ด ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ 
        ...เท่านั้นเอง
        ...กระทรวงศึกษาก็ ‘ขี้หด-ตดแตก’ ตาลีตาลานรีบออกมาบอกยกเลิกโครงการไปเลย!
        ผู้คนงงงวยเหลือกำลัง เพราะเพิ่งแถลงจะประกาศโครงการวันที่ 7 ต.ค.2553 แต่แล้วแถลงยกเลิก 26 ต.ค.ปีเดียวกัน
        ...ทุเรศมาก!!

        ทีแรกผมนึกว่าโครงการนี้ จะไม่มีการดำเนินการต่อไปแล้ว แต่ที่ไหนได้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีข่าวว่า 
        จะมีโครงการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยจะมีการจ้างอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญมาจากต่างประเทศ งบประมาณอยู่ราย 500-600 ล้านบาท ผมเลยมานั่งนึกว่า 
        “เอ๊ะ! นี่มันโครงการที่ประกาศยกเลิกไป แล้วเอามาแต่งหน้าทาแป้งใหม่ ใช่หรือเปล่า!!?”
        ไม่รู้จักเข็ดกันหรือไง?.... 
        เดี๋ยวก็โดน สนธิ ลิ้มทองกุล ตวาดเข้าให้อีกหรอก!

        เรื่องการหาเรื่องใช้งบประมาณนี่ พรรคประชาธิเปรตเขาเก่งจริงๆ หาเรื่องมันได้ตลอดเวลา สำหรับโครงการสอนภาษาอังกฤษ ไม่น่าจะใช้เงินมากมายขนาดนั้น ที่พูดอย่างนี้เพราะผมเคยสอนภาษาอังกฤษมาก่อน รัฐมนตรีชินวรณ์ฯกับทีมงาน จะมาถกเรื่องนี้กับผมและคณะก็ได้ ว่า
        “กระทรวงศึกษาควรจะละเลงเงินงบประมาณก้นอย่างนี้ หรือจะใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร?” 
        สำหรับอย่างคุณชินวรณ์ฯเอง ซึ่งแสดงท่าทีราวกับว่า เป็นรัฐมนตรีที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกลทางด้านภาษาศาสตร์ แต่ผมก็ขอให้ครูบาอาจารย์ในกระทรวง ช่วยแนะนำให้ท่านรัฐมนตรีพูดภาษาไทยให้ชัดเจนเสียก่อน เวลามีประชุมของกระทรวงศึกษาฯ ก็ขอให้ท่าน พูด ง.งู ให้เป็น  “งอ งู” เอาให้ชัดเจน อย่าพูดเป็น 
        “ฮอ... ฮู”  
        “เงินงบประมาณ” ก็อย่าพูดเป็น 
        “เฮิน...ฮบประมาณ”
        ท่านรัฐมนตรียังไม่ถึงต้องพูดเป็นภาษาอังกฤษ ให้ผมฟังหรอกครับ ไม่อยากจับผิดท่าน เพราะผมจับผิดเก่งด้วย เดี๋ยวท่านจะอายเสียเปล่าๆ เอาภาษาไทยง่ายๆนี่แหละ ขอให้ท่านฝึกพูดให้ชัดๆหน่อย พวกครูบาอาจารย์เขาจะได้ชมว่า ท่านพูดภาษาไทยได้ชัดเจนดีกว่าเถ้าแก่ ชวรัตน์ ชาญวีรกุล รัฐมนตรีมหาดไทย...
        ...พยายามหน่อยนะ...ท่านรัฐมนตรีศึกษา!!!

        รื่องการใช้เงินของพรรคประชาธิเปรต ยังไม่หมดแล้ว หันกลับไปดูทาง กทม. ซึ่งคนของพรรคนี้เขาควบคุมอยู่เช่นกัน ก็มีการประกาศโครงการมหานครแห่งการเรียนรู้ พร้อมสนองนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศให้ ‘การอ่าน’ เป็นวาระแห่งชาติ และเตรียมเสนอชื่อกรุงเทพมหานครเข้าแข่งขันเพื่อคัดเลือกเป็นเมืองหนังสือโลกในปี 2556 (World Book Capital 2013) พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการภาคีขับเคลื่อนให้ กทม.หรือกรุงเทพมหานครของเรา เป็น 
        "มหานครแห่งการอ่าน" 
        ผมตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อได้ยินโครงการนี้ เพราะรู้ว่าคนไทยเราไม่ชอบอ่านหนังสือ เพราะเมื่อปี 2548 ก็มีรายงานว่า คนไทยอ่านหนังสือปีละ 7 บรรทัด ต่อมาเมื่อเร็วๆนี้ ก็มีรายงานว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละ 2 เล่ม ขณะที่คนญี่ปุ่นอ่านปีละ 300 เล่ม 
        เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ฯ จะเอาโครงการมหัศจรรย์อะไร มาเสกเป่าเพี้ยงเดียว ทำให้กทม.กลายเป็นมหานครแห่งการอ่าน ได้อย่างไรกัน? 
        กทม.เองก็น่าจะรู้ว่า แม้แต่ห้องสมุดของกรุงเทพมหานครเอง ก็มีเพียง 30 กว่าเขต 
        ยังไม่ครบทุกเขต (52 เขต) ด้วยซ้ำไป!

content/picdata/277/data/photo.jpg

        อยากจะเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า มีเมืองที่ได้รับการคัดเลือกเป็น World Book Capital มีมาแล้ว 9 เมืองคือ Madrid (2001), Alexandria (2002), New Delhi (2003), Antwerp (2004), Montreal (2005), Turin (2006), Bogotá (2007) and Amsterdam (2008) และ ปี 2009 ได้แก่ นครเบรุต (Beirut)  
        พลเมืองของเบรุตเขารักการอ่านจริงๆ แม้ประเทศนี้จะมีสงครามกลางเมืองมาเป็นเวลายาวนาน แต่เวลาที่ประชาชนหลบไปอยู่ภายในหลุมหลบภัยขนาดใหญ่นั้น พวกเขาไม่ต้องนั่งกอดเข่าเจ่าจุก ฟังเสียงปืนและระเบิดให้ประสาทเสีย เพราะทางผู้บริหารนครเบรุต จัดหนังสือมากมายเอาไว้ในหลุม สำหรับผู้คนที่เขาไปอาศัยหลบภัย ได้ใช้อ่านหนังสือกัน จนอาจกล่าวได้ว่า... 
        ...ข้างบนดินเอ็งจะรบก็รบกันไป พวกข้าที่หลบอยู่ในหลุมใต้ดินก็อ่านหนังสือกันไป...น่าทึ่งจริงๆ!
        อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นสาเหตุสำคัญ นครเบรุตจึงเอาชนะใจกรรมการ และกลายเป็น World Book Capital 2009 ในที่สุด

        ผมได้ยินคุณ มกุฎ อรดี แห่งสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ กทม.ในเรื่องนี้ ผ่านวิทยุ FM 96.5 MHz รายการ “เช้าทันโลก” กับคุณสังกมา สารวัตร และ คุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า 
        ประเทศที่เขาเข้าร่วมโครงการของยูเนสโก ก็มีการเตรียมการล่วงหน้ากันทั้งนั้น อย่างเมืองออกซฟอร์ดของอังกฤษ ที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขัน World Book Capital ในปีนี้ ก็มีการเตรียมการล่วงหน้า 2-3 ปี ทีเดียว 
        ทีแรกผมก็แปลกใจ ทำไม ทางผู้บริหาร กทม.จึงหาญกล้า จะนำให้กรุงเทพของเรา  เข้าแข่งขันกับเขาด้วย ทั้งๆที่การอ่านหนังสือของคนไทยเป็นอย่างไรนั้น ท่านผู้ว่าฯสุขุมพันธ์และผู้บริหาร กทม.ทั้งหลาย น่าจะทราบดี แต่...  
        พอผมเห็นโครงการนี้ มีงบประมาณตั้งไว้ในการทำให้ กทม.เป็นมหานครแห่งการอ่าน สูงถึง 280,000,000.00 บาท (สองร้อยแปดสิบล้านบาทถ้วน) นี่สำหรับ ปีงบประมาณ 2254-2556 เท่านั้น จึงพอจะเข้าใจได้ว่า 
        ทำไม กทม. จึงตัดสินใจ เข้าร่วมโครงการเมืองหนังสือโลก!

        ครงการต่างๆ ของพรรคประชาธิเปรต ที่เป็นขี้ปากของชาวบ้านอย่างหนักในตอนนี้ ก็คือ “โครงการประชาวิวัฒน” ที่ไปจ้างบริษัทแมคเคนซี่ ตอนแรกก็บอกว่า เป็นการมาทำงานด้านประชาสัมพันธ์ให้โครงการของรัฐบาลเท่านั้น แต่ต่อมาภายหลัง รัฐมนตรีคลัง คือนายกรณ์ จาติกวณิชย์ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า 
        จ้างมาร่วมวางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีทาง เลือกที่หลากหลาย 
        ฟังดูดีจังแฮะ...แต่ 
        บริษัทนี้เองที่คิดโครงการ ‘ไข่ชั่งกิโล’ ออกมา จนชาวบ้านและสื่อใหญ่ของประชาชนอย่าง “ไทยรัฐ” ก็ด่ายับเยิน 
        ยิ่งด่าหนักเข้าไปอีก เมื่อรู้ว่าค่าจ้างในการคิดโครงการตะหวักตะบวยบริษัทนี้ สูงถึง 69,000,000.00 บาท (หกสิบเก้าล้านบาท) จนผู้คนเขาพูดกันอื้ออึงว่า
        “มันจะแดกบ้าน...ผลาญเมือง กันไปถึงไหน (วะ)!?”

        ผมเห็นการจ้างบริษัทและบุคคลภายนอก มาช่วยคิดโครงการแทนรัฐบาล ซึ่งต้องจ่ายค่าจ้างด้วยภาษีอากรของพวกเรา เป็นเงินจำนวนมหาศาล แถมโครงการที่จ้างเขาคิดออกมานั้น ก็ไม่เห็นจะดีเด่ หรือโดนใจประชาชนแต่อย่างใดเลย 
        นายมาร์ค มุกควาย พลเมืองของประเทศอังกฤษ ที่ได้รับรัฐสวัสดิการจากประเทศดังกล่าว ตั้งแต่ยังเป็นทารก และต่อมาก็จบการศึกษา ทั้งมัธยมและมหาวิทยาลัย จากอังกฤษแผ่นดินเกิด เช่นเดียวกับ นายกรณ์ จาติกวณิช ซึ่งเกิดที่ Princess Beatrice Hospital กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และจบการศึกษามหาวิทยาลัยเดียวกับ นายมาร์ค มุกควาย ด้วย คือ
       
University of Oxford   
        แต่...ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ
        กะอีแค่โครงการแสนจะธรรมดาอย่างนี้ ยังคิดเองไม่ได้ ต้องเสียเงินเสียทองของชาติ ไปจ้างบริษัทต่างประเทศอย่างแมคเคนซี่ มาช่วยคิดให้ ทำราวกับว่า ทั้งสองเกลอนี้... 
        ...ไม่มี ‘กึ๋น’ เอาซะเลย

        ...สงสัยเหลือเกินว่า ที่ ‘อ๊อซฟอร์ด’ น่ะ เขาสอนให้ใช้ ‘หัวคิด’ ตัวเองบ้างไหม!?

        ...ใครก็ได้ ช่วยไปถามสองเกลอแทนผมทีเถอะครับ!!!

................

ท้ายบท ตอนนี้ใครอยากฟังการด่ารัฐบาลโลซก ของนายมาร์ค
มุกควาย ลองไปฟังที่สะพานมัฆวานดู จะได้ข้อมูลเรื่องการทุจริตและความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลนี้ แบบเต็มสองรูหู 
        นอกจากนั้น ท่านยังจะได้รับฟังเพลง “ไอ้หน้าหล่อ” ที่มิสเตอร์มุกควาย น่าจะชวนบิดามารดาญาติพี่น้อง รวมทั้งสมาชิกพรรคประชาธิเปรต ซึ่งเคยร่วมหัวจมท้ายกับฝั่งพันธมารที่สะพานแห่งนี้ ไปร่วมฟังด้วยกัน 
        ขำขนาด ‘เยี่ยวแตก-เยี่ยวแตน’ เลยนะ จะบอกให้!!!

        (คอลัมน์ ‘อ๊อกซฟอร์ด’ สอนให้ใช้ ‘หัวคิด’ บ้างไหม!? ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554)


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
เพิ่งทราบว่าไข่ชั่งกิโช้งบประมาณมากมายแต่เมื่อ10กว่าปีที่แล้วไปเห็นไข่ชั่งกิโลที่ศรีสะเกษแล้วเลิกล้มไปฝากบอกนายกทีตรงนั้นไปต้องใช้งบประมาณของชาติ แต่ตอนนั้นคงยังเรียนไม่จบเลยไม่รู้ว่าคนภาคอิสานทำมาแล้ว

โดยคุณ ning 61.90.72.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
สัปดาห์นี้ ผมวิพากษ์ต่อจากท่านวาทตะวันไม่ไหวครับ...เพราะดันไปมองหน้าท่านนายกฯทางทีวีเกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์จึงเกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรง(พลังอำมหิตเยอะจริงๆ)...แต่ขอทิ้งท้ายไว้นิดนึงครับว่า...ช่างอ๊อกเหล็กแถวบ้านผม...คิดและวิเคราะห์ในหลายๆเรื่องได้ดีกว่าเด็กอ๊อกฟอร์ด..ครับ

โดยคุณ วาดฝัน ตะวันท้องเสีย 125.24.19.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
เรียนท่านวาทตะวัน ครับผมติดตามข้อเขียนของท่านมาหลายปี ช่วงที่ผมทำหน้าที่ commentator ของสถานีวิทยุท้องถี่นในจ.อุบล ก็ไดเอาบทความของท่านไปออกอากาศ ได้รับคำชมอย่างมาก ขณะนี้สถานีที่ผมไปจัดรายการถูกทำลายไปเรียบร้อยแล้วโดย บุคคลที่เรียกตัวเองว่ารั้วของชาติ ตัวผม ถูกจับติดคุมากว่า 25 วันแต่คดีก็จบลงแล้วครับโดยศาลท่านรอลงอาญา ครับบ้านเมืองของเราออกจะพิลึกพิลั่น ทุกอย่างเต็มไปด้วย อำนาจ ผลประโยชน์ นักการเมืองไม่มีคุณธรรม จริยธรรมเลย คอรัปชั่นมีตั้งแต่ กระทรวงไปยัน อบต อย่างไม่รู้สึกรู้สาโดยไม่มีใครเอาผิดได้ แม้มีเรื่องก็สามารถปัดเป่าให้เงียบไปได้ ข้าราชการรับใช้นักการเมืองแบบสุดลี่มที่มประตู พร้อมที่จะทำลายฝ่ายตรงข้ามอย่างน่าไม่อาย ไม่ว่าหน่วยงานใด ครับแล้วจากการที่เรามีรัฐบาลที่ไม่ชอบมาพากลในการเข้ามาเป็นรัฐบาลตอนนี้ สภาวะข้าว ยากหมากแพงก็เข้ามาเยือนกันแล้ว การขากตลาดของสินค้าที่น่าจะหมดไปก็กลับมาให้เห็น ราคานำมันที่แพงโดยอ้างตลาดโลก โดยไม่มีการวางแผนช่วยเหลือประชาชน ต้นทุนการเกหษตรแพงโดยส่งกระทบไปถึงผู้บริโภค การผูกขาดสินค้าและบริการ มีให้เห็นในยุคนี้ ที่ชาวบ้านเรียกว่า รวยกระจุก จนกระจาย นั่นแหละครับ ผมอยากให้ท่านช่วยวิเคราะห์ ว่าเหตุใด ผู้มีความรู้ สื่อ จึงพากันนี่งเฉย และไม่ทำอะไรให้กระเทือนทรางรัฐบาลชุดนี้เลย สื่อที่ผมอยากจะเรียกว่า สาก นั่นแหละครับ

โดยคุณ manopvis@yahoo.co.th 125.26.131.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
รัดทะบานชุดนี้ไม่มีปัญญาบริหารประเทศต้องใช้สมองคนอื่นมาช่วยทำ(จริงๆแล้วเป็นการเปลี่ยนถ่ายงบประมาณแผ่นดิน) ดูแค่หวยรัดทะบานขายเกินราคายังไม่มีปัญญาแก้ นับประสาอะไรกับการบริหารบ้านเมือง

โดยคุณ ลูกของนักเรียนเทฆนิคทหารบกรุ่นที่สอง 125.25.42.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
วันนี้นั่งดูข่าวการประทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา กับเพื่อน ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าเรื่องอย่างนี้ไม่น่าเกิดขึ้นเลย แสดงถึงความไร้กึ๋นและไร้คุณสมบัติอีกหลาย ๆ ประการของผู้นำไทยคนปัจจุบันแท้ ๆ เทียบไม่ได้เลยกับนายกทักษิณ ยกตัวอย่างการผูกมิตรหรือซื้อใจผู้นำเพื่อนบ้าน เช่น กับกัมพูชาทักษิณเคยบอกฮุนเซ็นว่าจะช่วยพัฒนาเกาะกงให้เป็นฮ่องกงแห่งที่สอง หรือพูดกับผู้นำพม่าว่าจะช่วยสร้างสนามบินที่เมียวดีให้ก่อนแล้วผ่อนใช้ทีหลัง แค่นี้ก็ได้ใจเพื่อนแล้ว ระดับผู้นำเขาต้องพูดกันอย่างนี้ ไม่ใช่แกว่งปากหาเรื่องกับเขาไปหมด กับเขมรก็ผ่าไปพูดเรื่องปราสาทพระวิหารที่เขาจะนำเข้ามรดกโลกซ้ำซากอยู่นั่นแหละ กับพม่าก็ดันไปสกิดเรื่องอองซานซูจี อย่างนี้ใครเขาจะมาเป็นเพื่อน กรรมเวร ก็ต้องรบกับเขาให้เสียหายต่อไป พูดถึงเวทีด่าแหลกที่สะพานมัฆวานแล้วก็สะใจจริง ๆ เจ้างูเห่าหรือจิ้งจอกตัวนี้มันแว้งกัดได้สาสมเกินคาด คงได้รู้ได้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำอีกเยอะหากไม่ถูกกำจัดให้พ้นทางไปเสียก่อน หรือมันพล๊อตเรื่องขึ้นมาเป็นเพียงละครต้มคนดูเพื่อช่วยยืดอายุรัฐบาลให้ไม่ต้องยุบสภาตามเงื่อนไขข้อที่ ๓ เท่านั้น

โดยคุณ สงสัยอ๊อกซฟอร์ดไม่ได้สอนจริง ๆ 58.8.187.XXX

ความคิดเห็นที่ 6 แจ้งลบข้อความ
จริงอย่างที่ อ.วาทตะวัน เขียนในตอน “ไทยรัฐ-ไทยร้าว” ว่า หากรบกับเขมร คนไทยจำนวนมากจะเชียร์เขมร เพราะแค้นใจ ที่ทหารฆ่าคนไทยอย่างป่าเถื่อนทารุณยิ่ง...ยิงกับเขมรเดี๋ยวเดียว คนแช่งทหารไทยแน่นเว็บไซด์ ไม่เห็นมีใครเชียร์เลย

โดยคุณ ดูมาหลายเว็บไซด์ 125.25.14.XXX

ความคิดเห็นที่ 7 แจ้งลบข้อความ
อ็อกซฟอร์ด คงสอนแหละครับ เรื่อง leadership เพียงแต่ว่าพวกที่มาเรียน ถ้าเป็นแค่หนอนหนังสือ ก็มีแต่พุงกางเพราะกินหนังสือ แต่ย่อยไม่เป็น นอนอืดอยู่บนพานที่เขาเอาไปวางรองตูดให้ขึ้นไปมีอำนาจแบบกดปุ่มสั่งได้ กับอีแค่คิดยังต้องอาศัยสมองคนอื่นเขาคิด แถมเงินที่จ่ายก็ไม่ใช่เงินพ่อเงินแม่มันด้วย ถ้าจะอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาษีที่โคตรมันเคยจ่าย ก็ต้องบอกว่าแค่ขี้เล็บอย่าหน้าด้านเอาไปอ้าง เพราะจะอายเขา ข้อสังเกตของผมอีกอย่างก็คือ หลังจากที่ประเทศไทยมีผู้นำที่มีเสาค้ำสีเขียวครองอำนาจ คนไทยตายด้วยสาเหตุต่างๆ ไปแล้วกี่ศพ เป็นพวกดวงอำมหิตหรือไม่?

โดยคุณ ???? 58.9.71.XXX

ความคิดเห็นที่ 8 แจ้งลบข้อความ
รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ฯ เป็นรัฐบาลที่ไม่มีพรรคร่วมทำงานร่วมกัน แต่เป็นการทำงานแบบร่วมกันหาผลประโยชน์จากการบริหารประเทศ มีข้อสังเกตุได้หลายอย่าง เวลาที่มีปัญหา อภิสิทธิ์จะโดดเดี่ยว ไม่มีเอกภาพ นอกจากจะทำงานไม่เป็น ยังทำงานขัดแข้งขัดขากัน และบางครั้งยังไปหาเรื่องให้ประเทศชาติเดือดร้อนอีก เวรกรรมประเทศไทย

โดยคุณ ไปดีมาดี 113.53.105.XXX

ความคิดเห็นที่ 9 แจ้งลบข้อความ
สงสัย อ็อกฟอร์ต คงสอนให้ใช้ปากพูด มากกว่า ใช้หัวคิด เพราะแต่ละคนปากเก่ง ปากดี ซะเหลือเกิน

โดยคุณ แร่ฯ 223.207.171.XXX

ความคิดเห็นที่ 10 แจ้งลบข้อความ
ไม่ควรใช้วิธี deduction/induction ในการโยงระหว่างการสอนที่ไม่มีคุณภาพ กับ การทำโพลที่ไม่มีคุณภาพนะครับ ถึงแม้จะไม่มีคุณภาพทั้งสองอย่าง แต่เราก็ไม่สามารถที่จะสรุปเอาได้ว่าการไม่มีคุณภาพในสองเรื่องนั้นเกี่ยวพันกัน การทำโพลที่ไม่มีคุณภาพ เราควรลงไปดูการทำแบบสอบถาม การเก็บตัวอย่าง และการวิเคราะห์/แปลผล ของผู้ทำโพล มากกว่า

โดยคุณ ??? 183.89.141.XXX

ความคิดเห็นที่ 11 แจ้งลบข้อความ
ไม่ควรใช้วิธี deduction/induction ในการโยงระหว่างการสอนที่ไม่มีคุณภาพ กับ การทำโพลที่ไม่มีคุณภาพนะครับ ถึงแม้จะไม่มีคุณภาพทั้งสองอย่าง แต่เราก็ไม่สามารถที่จะสรุปเอาได้ว่าการไม่มีคุณภาพในสองเรื่องนั้นเกี่ยวพันกัน การทำโพลที่ไม่มีคุณภาพ เราควรลงไปดูการทำแบบสอบถาม การเก็บตัวอย่าง และการวิเคราะห์/แปลผล ของผู้ทำโพล มากกว่า

โดยคุณ ขยะสังคม 183.89.141.XXX

ความคิดเห็นที่ 12 แจ้งลบข้อความ
ไม่ควรใช้วิธี deduction/induction ในการโยงระหว่างการสอนที่ไม่มีคุณภาพ กับ การทำโพลที่ไม่มีคุณภาพนะครับ ถึงแม้จะไม่มีคุณภาพทั้งสองอย่าง แต่เราก็ไม่สามารถที่จะสรุปเอาได้ว่าการไม่มีคุณภาพในสองเรื่องนั้นเกี่ยวพันกัน การทำโพลที่ไม่มีคุณภาพ เราควรลงไปดูการทำแบบสอบถาม การเก็บตัวอย่าง และการวิเคราะห์/แปลผล ของผู้ทำโพล มากกว่า

โดยคุณ ขยะสังคม_ 183.89.141.XXX

ความคิดเห็นที่ 13 แจ้งลบข้อความ
สุดยอดครับ

โดยคุณ แดงเชียงใหม่ 223.204.22.XXX

ความคิดเห็นที่ 14 แจ้งลบข้อความ
ขอบคุณพ่อไอ้มาคที่ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศถ้ามันเรียนที่เมืองไทยมหา"ลัยชื่อเสียงคงย่อยยับไม่มีคนเรียนแน่ๆเลยขอบคุณอีกครั้งที่ทำให้เด็กไทยมีมหา"ลัยให้เลือกเรียนได้อยู่ 555

โดยคุณ l_ruk@hotmail.com 183.89.3.XXX

ความคิดเห็นที่ 15 แจ้งลบข้อความ
ได้เห็น รมว.กต. แกว่งปากเรื่องเขมรพร้อมหาศัตรูเพิ่มวันนี้แล้ว อกจะแตกตาย อยากจะตะโกนดัง ๆ ว่าสงสารประเทศไทยจริงโว้ย สงสัยว่ามันไปเรียนวิชาการฑูตมาจากสำนักไหน เขาคงไม่ได้สั่งสอนกันหรือว่าเป็นสำนักโหลยโท่ยหรือไอ้คนเรียนมันไม่เอาถ่านกันแน่ สวัสดีประเทศไทย

โดยคุณ เฮ้อ !!! ประเทศไทย 61.90.42.XXX

ความคิดเห็นที่ 16 แจ้งลบข้อความ
เอาคนอัปรีย์มาเป็น รมต ต่างประเทศ ก็ต้องโดนแบบนี้แหละ ชักศึกเข้าบ้าน แล้วก้อใช้สื่อสร้างความเข้าใจผิดต่อไปว่าตัวเองน่ะถูก เขมรผิด คือไม่ได้เข้าข้างเขมรหรอกนะคะ แต่ว่าข้อเท็จจริง ที่จริงๆ ในเรื่องชักศึกเข้าบ้านที่เห็นที่เป็นอยู่น่าจะพอทราบดี ถ้าประเทศไทยมีคนดีมีความสามารถมากกว่านายคนนี้ที่เคยขึ้นเวทีพันธมาร ก็คงจะดี แต่มาร์คมุกควายคนนี้คงทำไม่ได้ เพราะมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนกัน เหมือนคู่ผัวตัวเมียกันระหว่างพันธมารกับประชาธิเปรต แดกโซ้ยบ้านเมืองจนไม่มีอะไรดี แต่ที่ดีเพราะใช้สื่อเลวๆสร้างภาพไปวันๆเท่านั้น

โดยคุณ 182.52.218.XXX

ความคิดเห็นที่ 17 แจ้งลบข้อความ
นายกคนปัจจุบัน ด่าเท่าไหร่ก็ไม่สะทกสะท้านหรอกค่ะอาจารย์ คนอยู่ที่สูงและไม่ถ่อมตน ย่อมขาดความเข้าอกเข้าใจ เห็นอกเห็นใจคนข้างล่าง ที่ต้องหาเงินมาให้มันรีดภาษีโหดๆ หลายขนาน

โดยคุณ 182.52.218.XXX

ความคิดเห็นที่ 18 แจ้งลบข้อความ
เห็นด้วยกับท่านทุกอย่าง เรื่องเน่าๆในกระทรวงศึกษาไม่ได้มีแค่นั้นนะครับ ช่วยบอกท่านชินวรณ์ บุญเกียรติ์ เหลียวไปมองที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่เขต 2บ้าง นางรัตติมา พานิช ครู ร.ร.สันทรายวิทยาคม เสนอผลงานทางวิชาการเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ สาขาทัศนศิลป์แต่ปี พ.ศ.2550พร้อมกับเพื่อนข้าราชการครูอื่นอีก3คน ครูที่ยื่นเรื่องในคราวเดียวกันแต่ผ่านการตรวจประเมินเลื่อนวิทยฐานะไปแล้วส่วนนางรัตติมา พานิช ไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเปรียบเหมือนการสอบแข่งขันย่อมมีทั้งผู้สอบได้และผู้สอบตก แต่กรณีที่เกิดขึ้นที่เชียงใหม่มันไม่ปรกติธรรมดาเพราะกระบวนการตรวจประเมินผลงานทางวิชาการดังกล่าวตั้งแต่การแต่งตั้งคณะกรรมการก็ดีและการตรวจประมินของคณะกรรมการก็ดีขัดต่อระเบียบและหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศได้กำหนดไว้ เช่น ก.ค.ศ.ได้กำหนดให้คณะกรรมการคณะหนึ่ง5คนต้องประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒินอกสถานศึกษาจำนวน3คน.และผู้ทรงคุณวุฒิในสถานศึกษา2คนแต่กรณีนี้กลับแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒินอกสังกัด 4คนและในสังกัด1คน นอกจากนั้นวิธีการตรวจประเมินได้กำหนดให้ผู้ขอรับการประเมินมีโอกาสปรับปรุงผลงานทางวิชาการที่ไม่ผ่านการประเมินได้ไม่เกิน2ครั้งๆแรกให้ปรับปรุงภายใน6เดือนครั้งที่สองภายใน3เดือนซึ่งนางรัตติมาและครู ร.ร.บ้านริมใต้,ร.ร.ศึกษาสงเคราะห์,และร.ร.ชลประทานเขื่อนแม่กวง(ขอสงวนนาม)ได้ถูก อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่เขต2สั่งให้ปรับปรุงผลงานครั้งที่สองในการประชุมครั้งที่4/2552เมื่อวันที่12มีนาคม2552 ต่อมาครูทั้งหมดได้ส่งผลงานฯที่ได้ปรับปรุง(ครั้งที่สอง)แล้ว เพื่อขอรับการประเมินใหม่ ปรากฎว่าในการประชุม อ.ก.ค.ศ.ครั้งที่14/2552เมื่อวันที่9กันยายน2552คณะกรรมการได้สั่งว่านางรัตติมาไม่ผ่านเกณฑ์ ส่วนครู ร.ร.บ้านริมใต้และ ร.ร.ชลประทานเขื่อนแม่กวงรวม2คนกลับมีคำสั่งว่า "ผ่านแก้ไข" เนื่องจากได้พิจารณาเห็นว่าคำว่า "แก้ไข"และคำว่า "ปรับปรุง"ตามพจนานุกรมราชบันฑิตสถานมีความหมายไม่แตกต่างกัน จึงได้ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมไปยังผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องว่ากระบวนการตรวจประเมินผลงานเลื่อนวิทยฐานะดังกล่าวข้างต้นขัดต่อหลักเกณฑ์และขัดต่อกฎหมายแต่ไร้ผล จึงได้มอบอำนาจให้ ร.ต.ตนิรันดร์ รักสัตย์ ไปฟ้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจประเมินฯต่อศาลปกครองเชียงใหม่ตามคดีหมายเลขดำที่ 128/2553 คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดีไคร่ขอให้ท่าน ร.ม.ต.ศึกษาช่วยตรวจสอบดูว่า ทาง ก.ค.ศ.ได้กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมให้ผู้ขอรับการประเมินสามารถปรับปรุงแก้ไขผลงานที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้เป้นครั้งที่ 3หรือไม่ หากไม่ได้กรรมการผู้ตรวจประเมินและ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่เขต2ที่อนุมัติให้ครู ร.ร.บ้านริมใต้และ ร.ร.ชลประทานเขื่อนแม่กวงรวม 2คนเลื่อนวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษไปแล้วจะมีความผิดหรือไม่ หรือใครทราบช่วยบอกกระผมด้วยครับ

โดยคุณ nirund8@gmail.com 182.53.242.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER