หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > ภาษาอังกฤษของนายกฯปู...อะไรกันนักกันหนา!
หัวข้อ : ภาษาอังกฤษของนายกฯปู...อะไรกันนักกันหนา! เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ภาษาอังกฤษของนายกฯปู...อะไรกันนักกันหนา!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ทนำของหนังสือพิมพ์ ‘มติชน’ ฉบับประจำวันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม 2554 ได้นำเสนอเรื่อง ‘โครงการสปีกอิงลิช’ ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งทาง ‘มติชน’ แสดงความเห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะเมืองไทยของเรา กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความเป็นเสรีของประชาคมอาเซียน ภาษาอังกฤษจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นไปอีก    
        ก่อนหน้าที่จะมี ‘โครงการสปีกอิงลิช’ ภาษาอังกฤษได้กลายเป็นประเด็นในบ้านเมือง เพราะบังเอิญนายกฯปูของเรา พูดภาษานี้ผิดพลาดไป ในระหว่างการกล่าวปราศรัยต้อนรับบุคคลสำคัญต่างชาติ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ได้กระดี๊กระด๊ากันใหญ่ เพราะสบโอกาสในการวิพากษ์วิจารณ์กันดูถูกเหยียดหยามนายกฯปูกันอย่างสนุกสนาน ทำราวกับว่า
        นายกฯปูทำความผิดขั้นอุกฤษฏ์ ร้ายแรงถึงขั้น ‘ขายชาติ’ ขนาดนั้นเลย...โถ!

        นี่เอง ทำให้ผมนึกถึงบทความของตัวเอง ชื่อ ผ่อนที่ให้ฝรั่ง…ผ่อนวังให้จระเข้ ที่เคยเขียนลงในเว็บ www.manager.co.th เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2546 และมีผู้อ่านชอบกันมาก แต่ทางเว็บ ‘ผู้จัดการ’ไม่ได้เก็บบทความตอนนี้เอาไว้ (เขาเก็บแค่ 200 ตอน) เลยขอนำมา ให้ท่านที่อาจยังไม่เคยเห็นบทความนี้ได้อ่าน เพราะผมคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน และท่านผู้อ่านที่สนใจภาษาอังกฤษด้วย 
        ลองอ่านดูกัน บทความมดังต่อไปนี้ครับ…

        ...ด้รับสำเนาบทความจากหนังสือพิมพ์ “มติชน” รายสัปดาห์ เขียนโดยฝรั่งซึ่งอยู่เมืองไทยมานานหลายปี คือคุณ ไมเคิล ไร้ท ผู้มีความเชี่ยวชาญในภาษาไทย ซึ่งผมเคยอ่านข้อเขียนของคุณไมเคิล ไรท์ เรื่องโองการแช่งน้ำในหนังสือศิลปวัฒนธรรม และบทความอื่นๆในหนังสื่อพิมพ์ ‘มติชน’ เป็นบางครั้ง รวมทั้งเคยฟังเวลาคุณไมเคิล ไรท์ บรรยายครั้งหนึ่งด้วย 
        คุณไมเคิล ไรท์ ผู้นี้เป็นนักคิดนักเขียนชาวอังกฤษ มาอยู่เมืองไทยราว 30 ปี มีผู้เล่าให้ฟังว่า เคยเป็นนักบวชในศาสนาคริสต์ ต่อเมื่อเข้ามาอยู่เมืองไทย เคยบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาด้วย จึงนับว่ามีประสพการณ์หลากหลาย

        บทความของ คุณไมเคิล ไรท์ ใช้ชื่อว่า “ทำไมคนไทยจึงเรียนภาษาอังกฤษ ไม่ได้เรื่องสักที” เขียนเป็นตอน ๆ โดยบอกว่า
‘ลักชื่อเรื่อง’ มาจากงานประพันธ์ของ อ.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ชื่อ “ทำไมคนไทยจึงเรียนภาษาอังกฤษ ไม่ได้เรื่องสักที” ที่เขียนเป็นตอนลงในมติชนรายวัน (อ.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ก็เรียนภาษามาจากวชิราวุธ วิทยาลัย เช่นเดียวกับผม แต่รุ่นหลังหลายปี) ในเอกสารภาพถ่ายที่ผมได้รับมา ไม่ได้ระบุวันที่ที่ตีพิมพ์ แต่เข้าใจว่าคงไม่กี่เดือนมานี้

        คุณไมเคิล ไรท์ เขียนบทความ เป็นตอนๆ แล้วมีบทสรุปแต่ละตอน มีรวมด้วยกัน 6 ตอน ในตอนที่ 1 ซี่งใช้ชื่อว่า “ทำไมคนไทยจึงเรียนภาษาอังกฤษ ไม่ได้เรื่องสักที (1) ปัญหาประวัติศาสตร์ชนชั้น ” และได้สรุปตอนที่ 1 เอาไว้ว่า

        “ในเมื่อภาษาอังกฤษเข้ามาในฐานะภาษาการปกครองอาณานิคม และชนชั้นสยามสงวนไว้เป็นเครื่องประดับบารมี ก็ไม่แปลกที่คนไทยตาดำ ๆ หลายคนเห็นภาษาอังกฤษว่า ไม่ใช่เครื่องมือธรรมดาๆสำหรับทุกคน, หากเป็นของสูง,ของขลัง,ที่ตนเอื้อมไม่ถึง……..”

        และเขียนไว้ในตอนที่ (2) โดยใช้ชื่อตอนว่า “ทำไมคนไทยจึงเรียนภาษาอังกฤษ ไม่ได้เรื่องสักที (2) ร.6 และภาษาเสมียน” มีบทสรุปตอนนี้ว่า

        “ในรัชกาลที่ 6 สังคมไทยได้เปลี่ยนไปบ้าง และระบบการศึกษาได้ขยายตัวมาก (ทั้งโรงเรียนรัฐและโรงเรียนคริสต์) แต่ภาษาอังกฤษยังดำรงตำแหน่งพิเศษ,เป็นของสูงที่คนชั้นบ่าวไพร่เอื้อมถึงได้ยาก น่าเห็นใจนักเรียนไทย (ที่ไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน) ถูกระบบการศึกษากั้นไม่ให้คนปัญญาดีๆ เข้าใจภาษาซึ่งเป็นกุญแจของโลกสมัยใหม่ได้โดยง่าย….”
        ตรงนี้เป็นความคิดเห็นของคุณไมเคิล ไรท์ แต่มุมมองของผมในเรื่องนี้แตกต่างออกไป เพราะผมกลับเห็นว่า

        ภาษาอังกฤษนั้น เพิ่งถูกนำเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 3 และคนไทยบางคนเริ่มการศึกษา รัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งยังทรงผนวชก็ได้เรียนภาษาลาตินจากบาทหลวงปาลกัว และเมื่อรัชกาลที่ 3 ไม่ทรงโปรดในการที่ท่านบาทหลวงปาลกัว คบหาสมาคมกับรัชกาลที่ 4 ทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งยังครองเพศบรรพชิตอยู่ ได้ผู้ที่ถวายการสอนภาษาอังกฤษเป็นเหล่าศาสนทูตชาวอเมริกัน ทำให้ทรงเริ่มสนใจศึกษาภาษาอังกฤษ 
        พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีสายพระเนตรยาวไกล ทรงตระหนักว่าการรู้ภาษาอื่น นอกจากภาษาไทย เป็นความจำเป็น โดยเฉพาะภาษาของชาติที่กำลังมีอำนาจ

        เมื่อพระบาทสมเด็จจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ มีการสอนภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง โดยพระราชโอรสและพระราชธิดาได้รับการถวายการสอนจากชาวต่างประเทศ
        คนอังกฤษอย่างแหม่ม แอนนา ลีโอโนเวนส์ ที่เขียนเรื่องราวของเธอไว้และต่อมา มากาเร็ต แลนดอน ก็เอามาแต่งเป็นเรื่อง แอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า
        มร.มัตตูน กับภริยา ผู้สอนศาสนา เพรสไบทีเรียน เล่าให้เธอฟังว่า เคยสอนภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง โดยระบุว่า

        "เราได้รับเชิญจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเอง ให้ไปสอนภาษาอังกฤษพวกผู้หญิงในวังนั่นเป็นราว ๆ ปีที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ คือปีพ.ศ.๒๓๙๔.....”

        บทบาทในการเผยแพร่ภาษาอังกฤษในประเทศไทยนั้น ผมฟันธงลงไปได้เลยว่า
        บรรดาศาสนทูตชาวอเมริกัน ในศาสนาโปรเตสแตนท์ มีส่วนสำคัญมากในการเผยแพร่ภาษาอังกฤษ จะมากกว่าฝ่ายคาทอลิกเสียด้วยซ้าไป เพราะศาสนาคาทอลิคที่มาเผยแพร่ในประเทศไทย ภาษาลาติน ฝรั่งเศส น่าจะเป็นภาษาหลัก และบรรดาเหล่าภราดาและแม่ชีหรือมาแมร์ส่วนใหญ่ ล้วนมาจากยุโรปแทบทั้งสิ้น ส่วนภาษาอังกฤษนั้นมีความสำคัญในลำดับรองลงมา 
        ในโรงเรียนที่ดำเนินการโดยเหล่านักบวช อย่างอัสสัมชัญ มาแตร์เดอี (รวมทั้งโรงเรียนในเครือ) ถ้าเราลองไปดูในประวัติ ก็จะเห็นได้ว่ามีการเรียนควบทั้งสองภาษา(นอกจากภาษาไทย) คือภาษาฝรั่งเศส มีอังกฤษ เป็นภาษารอง ตั้งแต่เริ่มต้นตั้งโรงเรียนมา
        สำหรับศาสนทูตชาวอเมริกันนั้น ภาษาหลักที่ใช้ในโรงเรียนสตรีแห่งแรกของประเทศ คือ โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง สืบมาจนถึงโรงเรียนวัฒนา นอกจากภาษาไทย คือภาษาอังกฤษ

        มเป็นนักเรียนเก่า โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย (สมัยนั้นยังมีเด็กผู้ชายเรียนอนุบาล หรือ KG ย่อมาจาก Kindergarten พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน และในหลวงอานันท์ ก็เคยทรงศึกษาที่โรงเรียนนี้) แม่ผมเรียนที่วัฒนา วิทยาลัย คุณยายเรียนที่ กุลสตรีวังหลัง เลยสนใจศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวกับทั้งสองโรงเรียนนี้เป็นอันมาก (ดูกาแฟขม…ขนมหวานตอนที่ 7 ที่ผมเขียนเกี่ยวกับวังหลังวัฒนาวิทยาลัย)
        โรงเรียนวัฒนา วิทยาลัยนั้น ภาษาดีอังกฤษดีก็เพราะเริ่มจากครูชาวอเมริกัน ส่วนโรงเรียนมาแตร์ฯนั้น แม้ภาษาฝรั่งเศสจะมีความสำคัญมากในยุคต้น แต่ก็มีมาแมร์อเมริกัน ที่ทำให้การศึกษาภาษาอังกฤษของโรงเรียนนี้เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก
        หนังสือครบรอบมาแตร์เดอี ปีที่ 72 ค.ศ 2000 ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับมาแมร์ คนหนึ่งซึ่งเป็นชาวอเมริกันคนสำคัญไว้ โดยคุณ มทนา ดวงรัตน์ ศิษย์เก่าคนหนึ่งเล่าเอาไว้ว่า

        "เมื่อมาแมร์ทีโอดอร์มาประเทศไทยใหม่ ๆ ท่านอายุเพียง 25 ปี มีท่าทางเดินที่งามสง่าผ่าเผย ผิวแก้มแดงปลั่งเหมือนลูกท้อ เวลามาแมร์หัวเราะเราจะรู้สึกว่าโลกทั้งโลกจะเบิกบานตามเสียงหัวเราะของท่าน เวลาล่วงมา 50 ปี กว่าแล้ว แม้สีลูกท้อที่แก้มมาแมร์จะจางไปบ้าง แต่เสียงหัวเราะของมาแมร์ก็ยังเบิกบานแจ่มใสเหมือนเดิม" สดใส (อ.สดใส วานิชวัฒนา) เสริมว่า 
        ".....ท่านเป็นผู้ริเริ่มการสอนภาษาอังกฤษแบบใหม่โดยใช้หนังสือ grammar และ รัดดิงบุคส์ ที่ผลิตจากสหรัฐอเมริกา เป็นอะไรที่แปลกใหม่ ทันสมัย ไม่ต้องท่องจำ แต่เข้าใจ grammar โดยวิธีการกระจายประโยค หรือวิธีทำ diagram ดูเหมือนยากแต่ไม่ยากเท่าที่คิด ทราบมาว่านักเรียนมาแตร์หลายคนเมื่อไปเรียนต่อที่เมืองนอก กลับไปคะแนนระดับ Top ของชั้น ขนาดเด็กฝรั่งยังสู้ไม่ได้ "

        ถึงตรงนี้อยากให้ท่านผู้อ่านลองค้นคว้าหลักฐานเพิ่มเติมดู จะเห็นได้ชัดว่า
   &