หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > คุณ นัดดา สีไพล > เพลงมาร์ชอเมริกันชน ที่โดนใจคนไทย
หัวข้อ : เพลงมาร์ชอเมริกันชน ที่โดนใจคนไทย เรื่องอื่นๆ ในหมวด : คุณ นัดดา สีไพล

เพลงมาร์ชอเมริกันชน ที่โดนใจคนไทย
 
โดย คุณนัดดา ศรีไพล

 

มื่อเร็วๆนี้ มีวงดนตรีต่างประเทศ ที่เข้ามาแสดงในประเทศไทย แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นข่าวน้อยไปนิด คือวง U.S. Marine Corps Band หรือวงดุริยางค์นาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งได้มาแสดงคอนเสิร์ต ในโอกาสฉลอง 175 ปีมิตรภาพไทย-สหรัฐฯ ร่วมกับกองดุริยางค์ทหารอากาศไทย ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่ง ในการฉลองวามสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ที่กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2551 ณ บริเวณ Fashion Hall

ชั้น 1 ห้างสยามพารากอน

 

content/picdata/81/data/conductor.jpg
ประธานาธิบดี บุช ควบคุมวง US Mairne Band

 

            การแสดงดนตรีของวงดุริยางค์นาวิกโยธินสหรัฐนั้น จุดเด่นที่สุดคือวงนี้มีประวัติศาสตร์ยืนยาว มีเพลงบรรเลงที่ติดหูชาวโลกมีเพลงอีกประเภทหนึ่ง สมัยนี้มีการพัฒนาแข่งขันกันอย่างกว้างขวาง คือ เพลงมาร์ช เพราะ เป็นเพลงหลักสำหรับวงโยธวาทิต ซึ่งนักเรียนไทยเคยไปชนะในการแข่งขันในต่างประเทศ และได้ รับชัยชนะ

มาหลายครั้งหลายหน      
 

            จากข่าวนี้ ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า อ.วาทตะวัน สุพรรณเภษัช เคยเล่าให้ฟังซึ่งพอสรุปความถ่ายทอดเอามาให้ฟังกันในวันนี้

 

            ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สันนิษฐานกันว่า เพลงฝรั่ง น่าจะมาถึงเมืองไทย ตั้งแต่สมัย กรุงศรีอยุธยา ยุคสมัยสมเด็จพระนารายณ์นั่นเลย เพราะศาสนาคาทอลิค ได้เผยแพร่เข้ามาถึงเมืองไทย พวกบาทหลวงฝรั่งคงจะนำเพลงศาสนามาร้องกัน ตั้งแต่ในในสมัยนั้นแล้ว เพราะเพลงสวดของฝรั่ง ที่เรียกันว่า “Hymm” นั้น มีมานมนานมากแล้ว แต่เพลงฝรั่ง คงไม่ค่อย เข้าหูคนไทยสักเท่าไหร่ เลยไม่ได้รับความสนใจ ที่จะจดจำและเขียนบันทึกเอาไว้ จึงไม่มีหลักฐานให้สืบค้นกันได้      

            ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที 4 แม้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงใฝ่พระทัยในการศึกษาศิลปวิทยาแผนใหม่ ทั้งได้ทำการติดต่อกับสังฆราชคาทอลิคผู้เข้ามาเผยแพร่ศาสนา ตั้งแต่ยังทรงครองเพศบรรพชิตอยู่กว่ายี่สิบพรรษา

            เมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ก็ยังไม่มีเพลงสรรเสริญ พระบารมีสำหรับพระมหากษัตริย์ เวลาพระองค์ท่านเสด็จออกขุนนาง เพลงที่ใช้ประโคมเวลาเสด็จ ยังใช้เพลง “God Save The Queen” ของประเทศอังกฤษเสียด้วยซ้ำไป เพราะในรัชสมัยของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียมหาราชินี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ครองอังกฤษและบริเตนใหญ่ 

 

content/picdata/81/data/US Mairne Band.jpg
วง US Mairne Band

 

            ไทยเรามารับเอาเพลงฝรั่งมาเต็ม ๆ เมื่อเรือรบของของรัฐนาวีอเมริกันเข้ามาอวดธงในสมัย ล้นเกล้ารัชกาล ที่ 5 เรือลำนั้นนั้นชื่อ Tennessy ตั้งชื่อตามรัฐในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตอนนั้นเรียกชื่อ ทางการว่า สหปาลีรัฐอเมริกา       

            เมื่อเรือลำนี้เข้ามาถึง วงดนตรีประจำเรือได้ยกขึ้นมาบนฝั่ง ตั้งวงบรรเลงให้คนไทยได้ฟังกัน ที่ ตำหนักแพ หรือ ท่าราชวรดิษฐ์ ในปัจจุบัน       

            คนไทยยุคนั้นตื่นเต้นกันมาก เพราะเกิดจากท้องพ่อแท้องแม่ ไม่เคยได้ยินเพลงฝรั่งเร็ว ๆ มัน ๆ อย่างนี้มาก่อน จึงเกิดความสนใจในเครื่อง ดนตรีฝรั่ง ประกอบกับตอนนั้น เป็นยุคที่พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการปกครองของประเทศ กิจการดนตรีแตรวงแบบฝรั่งก็เป็นอีก เรื่องหนึ่งที่พระองค์ท่านทรงสนับสนุน ให้คนไทยเราได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนกัน       

            เพลงแตรวงที่ทหารเรืออเมริกันนำมาเล่นในคราวนั้น มีเพลงจังหวะมาร์ชเพลงหนึ่งรวม อยู่ด้วย คนไทยชอบมาก เรียกได้ว่าทั้ง เข้าหูและ โดนใจคนไทยเต็ม ๆ ก็ว่าได้       

            เพลงนั้นชื่อ “ Marching Through Georgia ” ( เพลงนี้คนมักเข้าใจผิดว่าชื่อเพลง “ Marching To Georgia ” )

       

            ความจริงแล้วเพลงนี้เป็นเพลงรื่นเริง ปลุกใจ ในยุคสมัยสงครามกลางเมืองสหรัฐอเมริกา ให้ทหารฝ่ายเหนือของท่านประธานาธิบดี อับราฮัม ลิงคอล์น เดินทัพเจาะผ่านรัฐจอร์เจีย ตรงไปยึด เอาเมืองริชมอนด์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐเวอร์จิเนีย และเมืองหลวงของพวกฝ่ายใต้ด้วย เพื่อปลด ปล่อยทาสผิวดำให้เป็นอิสระ       

            คนไทยเราเมื่อฟังแล้วเห็นว่าเพลงมาร์ชนี้ เพราะดี จังหวะสนุกสนาน แต่ร้องเนื้อฝรั่งไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย ลากเอาทำนองมาใส่เนื้อไทยเสียด้วยความชำนาญจะดีกว่า จึงเลยกลายเป็นเพลง       

        คุณหลวงอยู่กระทรวงยุทธนา        

            เด็ก ๆ รุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่สองที่อยู่ในกรุงเทพ ร้องเพลงนี้กันได้กว้างขวางทีเดียว เพราะทำนองเข้าหูผู้คนดีนัก เนื้อเพลงมีอยู่ว่า       

            คุณหลวง ...คุณหลวง

            อยู่กระทรวงยุทธนา

            ใส่เสื้อราชประแตน

            ทำไมไม่แขวนนาฬิกา

            เงินเดือนยี่สิบบาท

            ดูเปิ๊ดสะก๊าดเสียเต็มประดา!       

            คำว่า กระทรวงยุทธนานั้น ชื่อเต็มก็คือ กระทรวงยุทธนาธิการซึ่งต่อมาก็คือ กระทรวงกลาโหมนั่นเอง แต่พวกอำเภอ และตำรวจ ก็จะแปลงเพลงนี้ ให้เข้ากับกระทรวงที่พวกตนเองสังกัดอยู่ เนื้อร้องก็จะเป็น                       

        คุณหลวง...คุณหลวง อยู่กระทรวงมหาดไทย....

            กว่าคนไทยเรา จะมีเพลงมาร์ชของตัวเองเอง ก็เมื่อเสด็จในกรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือ ทูลกระหม่อมวังบางขุนพรหมเสด็จปู่ของ คุณชาย ม.ร.ว. สุขุมพันธ์ บริพัตร เสด็จกลับจากการ ศึกษาที่ประเทศเยอรมัน มาทรงรับราชการในกองทัพเรือ เมื่อปี พ.ศ.2448 และมีพระชันษาเพียง 24

เสด็จในกรมฯได้ทรงพระนิพนธ์ เพลงมาร์ชขึ้น ระหว่างปี พ.ศ.2448-2454 แต่หลักฐานไม่แน่ชัดว่าเป็นปีใด เป็นเพลงมาร์ชของ กองทัพเรือ ซึ่งต่อมาได้ทรงดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ       

            เพลงมาร์ชชุดนี้ มีอยู่ด้วยกัน 5 เพลง มีชื่อตามพระนาม ของเจ้านายในสมัยนั้น คือ

            มาร์ชภานุรังษี มาร์ชดำรง มาร์ชวชิราวุธ มาร์ชจิระ และ มาร์ชบริพัตร       

            ทั้ง 5 เพลงนี้ เป็นต้นกำเนิดของเพลงมาร์ชประเทศไทยเลยก็ว่าได้ วงการดนตรีเมืองไทยต่างพากันยกย่องว่า พระองค์ท่านทรงมี คุณูปการกับกิจการดนตรีของชาติไทยอย่างใหญ่หลวง

            สำหรับงานเพลงพระนิพนธ์ของทูลกระหม่อมบริพัตรนั้น ได้มีการทำออกมาจำหน่าย ในรูป ซี.ดี. แต่มีจำนวนน้อย ดูเหมือนจะทำออกมาแค่หนึ่งพันแผ่นเท่านั้น

 

            จึงหาฟังกันไม่ค่อยจะได้!

                                                ......................

 

     

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  
  • คีตกวี สมเถา สุจริตกุล

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
เพลงมาร์ชอเมริกันชน ที่โดนใจคนไทย
คีตกวี สมเถา สุจริตกุล
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
เล่าเรื่องเพลงมาร์ช ให้ฟังอีกนะคะ

โดยคุณ หนูชอบค่ะ 125.25.35.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
แตรวงฝรั่งเยอร์มัน นำวงโดยนายฟริต มาบรรเลงเพลงมาร์ชในวังหลวงถวายสมเด็จพระจอมเกล้า แถมยังแต่งเพลง ถวายและฝึกทหาไทยให้เป่าแตรเป็เพลงได้ พระราชทานเงินไป 1000 ดอลล่า เรือเทนเสซี่นั้นเข้ามาทีหลังสมัย ร.5 ดูงานของอาจารย์สุพจน์ ลาภะมานะเจริญ วารสารยุโรปศึกษาของจุฬาก็ได้ เข้าGoogle หาคำยุโรปศึกษาก็พบ คนที่ศึกษาเรื่องเพลงฝรั่งมาเมืองไทยอย่างละเอียด ชื่อ ณัชญา นัจจนาวากุล ปริญญาเอกดนตรีศึกษา ดุริยางคศิลป์ มหิดล คนนี้รู้ละเอียดจริง ๆครับ จาก พ.อ.

โดยคุณ poon2201@hotmail.com 125.24.111.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
เพลงมาร์ 5 เพลงแรกนั้น รู้ชัดแต่ว่ากรมพระนครสวรรค์ ทรงแต่งเพลงมาร์ชบริพัตร์ ตามพระนามของท่านแน่นอน ผู้ให้คำยืนยังคือ พระองค์หญิงอินทุรัตนา สารสาส ลูกสาวคนสุดท้องของท่าน ส่วนอีก 4 เพลงนั้น ยังค้นไม่ได้จนบัดนี้ว่าใครเป็นคนแต่ง ก้มีมาร๋ชภาณุรังษี มาร์ชดำรง มาร์ชจิระ และมาร์ชพระนาม (วชิราวุธ) ผู้ให้ข้อมูลทราบหลักฐาน 4 เพลงนี้ประการใด เมตตาให้หลักฐานด้วยนะครับ ขอบพระคุณ........Nok. ผมก็อยากรู้เหมือนกัน

โดยคุณ nsadayu@gmail.com 125.24.111.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
อยากฟังเพลงมาร์ชอเมริกันเปิดให้ฟังหน่อยนะค่ะ

โดยคุณ แอนนี่ 117.47.116.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
เพลงไทยสากล เป็นเพลงที่ขับร้องในภาษาไทย โดยเริ่มจากนำทำนองไทยเดิมใส่เนื้อร้องบรรเลงและขับร้อง โดยใช้มาตรฐานของโน้ตเพลงแบบสากล จนเป็นเพลงไทยแนวใหม่ โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 มีละครเวที ละครวิทยุ และภาพยนตร์ไทย มีบทบาทสำคัญทำให้เพลงไทยสากลได้รับความนิยม จนในปัจจุบันแตกสาขาไปอีกหลากหลายแนวเพลง [แก้] ประวัติ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการฝึกหัดทหารตามแบบยุโรป ซึ่งมีการใช้ดนตรีบรรเลงประกอบการฝึกทหาร โดยใช้ดนตรีประเภทแตรวง จากบันทึกของ เทาเซนต์ แฮรีส ทูตชาวอเมริกันที่เข้ามาเมืองไทย กล่าวว่า “วงดนตรีของเขาแปลกใหม่ที่ดึงดูดความสนใจของคนไทยที่พบเห็นเป็นอันมา” และ คนไทยเริ่มคุ้นกับแตรวงหรือแตรฝรั่งตั้งแต่นั้น จนในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 Jacop Feit (Janon Feit คือบิดาของ พระเจนดุริยางค์) ชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน เข้ามารับราชการเป็นครูแตรวงในพระราชสำนักของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (วังหน้า) ปรับปรุงแตรวงทหารในปี พ.ศ. 2420 วงแตรวงทหารในเวลาต่อมาได้รับการเรียกชื่อใหม่ว่า “วงโยธวาทิต” (Military Band) [1] ในราชสำนักไทยมีการเล่นดนตรีสำหรับบรรเลงทั้งดนตรีไทยและดนตรีตะวันตก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงเป็นผู้นำการแต่งทำนองเพลงตามมาตรฐานดนตรีสากลและในการประพันธ์เพลงสำหรับบรรเลงด้วยแตรวงโดยเฉพาะเพลงวอลซ์ปลื้มจิต ในปี พ.ศ. 2446 สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพลงไทยสากลเพลงแรกในประวัติศาสตร์ดนตรีของเมืองไทย[2] เพลงต่าง ๆ เหล่านี้ทรงนิพนธ์โดยใช้โน้ตและจังหวะแบบสากล และจากพระปรีชาสามารถในการทรงประพันธ์เพลง จึงทรงได้รับการยกย่องเป็น “พระบิดาแห่งเพลงไทยสากล” [3] ละครร้องได้ถือกำเนิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2451 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ซึ่งทรงดัดแปลงมาจากละครมาเลย์ที่เรียกกันว่า “มาเลย์โอเปร่า” หรือ “บังสาวัน” และทรงตั้งชื่อละครคณะใหม่นี้ว่า “ปรีดาลัย” ลักษณะของเพลงมีเนื้อร้องมากเอื้อนน้อยและให้ลูกคู่เป็นผู้เอื้อนแทนนักแสดง ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงนั้น จนในปี พ.ศ. 2455 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสร้างวงดนตรีในราชสำนักเรียกว่า “วงเครื่องสายฝรั่งหลวง” และโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนเพื่อสอนดนตรีทุกประเภทที่ชื่อ โรงเรียนพรานหลวง ที่สวนมิสกวัน นอกจากนั้นทรงสร้าง “กาแฟนรสิงห์” บริเวณมุมถนนศรีอยุธยาลานพระราชวังดุสิต ให้ประชาชนพักผ่อน มีสถานที่ขายอาหาร และยังจัดบรรเลงดนตรี วงดุริยางค์สากลและวงปี่พาทย์ให้ประชาชนฟัง ทุก ๆ วันอาทิตย์เริ่มตั้งแต่เวลา 17.00-19.00 น. จากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ดนตรีตะวันตกเริ่มแพร่หลายเข้าสู่ประชาชนอย่างกว้างขวางตามลำดับ ทรงส่งเสริมไห้มีการฝึกดนตรีตะวันตกในหมู่ข้าราชการบริพารและนักดนตรีไทย ซึ่งมีนักดนตรีที่เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องอย่าง พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) และอีกบุคคลหนึ่งในวงเครื่องสายฝรั่งหลวง เป็นหัวหน้าวงกรมโฆษณาการนั่นคือ เอื้อ สุนทรสนาน[4] เพลงไทยสากล อาจพูดได้ว่าที่มา เกิดจาก 2 สายคือ สายทางละครและสายทางภาพยนตร์ สายทางละครนั้นละครคณะปรีดาลัยเป็นต้นกำเนิด มีลักษณะเป็นเพลงไทยที่ร้องตามทำนองฝรั่ง ส่วนทางสายภาพยนตร์ สันนิษฐานว่าชาวญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่นำเข้ามาฉายในเมืองไทยราวปี พ.ศ. 2471 ในช่วงแรกเป็นภาพยนตร์เงียบ จึงมีการริเริ่มทำเพลงประกอบเพื่อเพิ่มอรรถรสสำหรับผู้ชม โดยใช้แตรวงบรรเลงก่อนการฉายและขณะทำการฉายหนัง เพลงที่บรรเลงเป็นเพลงสากลกับเพลงไทยเช่น เพลงแบล็คอีเกิ้ล และเพลงของทูลกระหม่อมบริพัตรคือเพลงมาร์ชบริพัตรและวอลซ์ปลื้มจิต ในสมัยรัชกาลที่ 6 ภาพยนตร์ตะวันตก ทำให้คณะละครที่มีชื่อเสียงต้องหยุดลงไป มีละครสลับรำ (คือมีร้องเพลงประกอบบ้าง) ได้รับความนิยมแทน แต่ละครเพลงเหล่านี้ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าภาพยนตร์ตะวันตก ความนิยมในละครประเภทนี้ก็ลดลงตามลำดับ[5] จนในปี พ.ศ. 2470 จวงจันทร์ จันทร์คณา (พรานบูรณ์) ผู้ประพันธ์เรื่องและเพลงของคณะละครศิลป์สำเริง (คณะละครของแม่เลื่อน) ประวัติ โคจริก (แม่แก้ว) ผู้ประพันธ์เรื่องและเพลงของคณะละครนครบันเทิง (คณะละครของแม่บุญนาค) และสมประสงค์รัตนทัศนีย์ (เพชรรัตน์) แห่งคณะละครปราโมทย์นคร (คณะละครของแม่เสงี่ยม) ได้พัฒนาเพลงประกอบละคร “โดยการดัดแปลงจากเพลงไทยเดิมที่มีทำนองสองชั้นมาใส่เนื้อร้องแทนทำนองเอื้อนใช้ดนตรีคลอฟังทันหูทันใจ เป็นที่นิยมของประชาชนซึ่งเรียกกันว่าเพลงเนื้อเต็มหรือเนื้อเฉพาะแต่ยังคงใช้ปี่พาทย์บรรเลงเหมือนเช่นเดิมอยู่”[6] เพลงไทยสากล ในสมัยของพรานบูรณ์ (2470-2472) มีลักษณะเป็น “เพลงไทยเดิมสากล” ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงไทยเดิม พรานบูรณ์ได้แต่งเพลงลักษณะนี้อีกเป็นจำนวนมาก และในปี พ.ศ. 2474 พรานบูรณ์และเพชรรัตน์แห่งละครคณะศรีโอภาสได้นำดนตรีสากลประเภทเพลงแจ๊ส (Jazz Band) หรือ รหัสดนตรี เป็นส่วนประกอบละครเรื่อง “โรสิตา” และนำทำนองเพลง “วอลซ์ปลื้มจิต” มาใส่เนื้อร้อง ได้รับความนิยมอย่างมาก มีการเผยแพร่บทเพลงออกอากาศทางสถานีวิทยุ 7 พี.เจ. ที่ศาลาแดง และมีการบันทึกแผ่นเสียง โดยห้างนายต.เง็กชวน[7] และในปีเดียวกันพรานบูรณ์ร่วมงานกับคณะละครจันทโรภาสก็โด่งดังที่สุดขั้นด้วยละครร้องเรื่อง”จันทร์เจ้าขา” ซึ่งมีสถิติการนำออกแสดงถึง 49 ครั้ง ติดต่อกันแทบทุกโรงมหรสพที่มีในพระนครและธนบุรี โดยพรานบูรณ์แต่งเพลงไทยสากล มีลีลาทำนองอ่อนหวานอาทิ เพลงจันทร์เจ้าขา จันทร์สวาท จันทร์ลอย จันทร์จาฟ้าจันทร์แฝงหมอก ขวัญของเรียม ในช่วงนั้นบทเพลงประกอบละครร้องเป็นที่นิยมแพร่หลายโดยทั่วไปตราบจนกระทั่งความนิยมละครร้องลดน้อยลงไป ในขณะที่ภาพยนตร์พูดเสียงในฟิล์ม เข้ามาได้รับความนิยมแทน ซึ่งทีบทขับร้องประกอบด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 7 ความนิยมในภาพยนตร์ตะวันตกเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีการสร้างศาลาเฉลิมกรุงในปี พ.ศ. 2474 สกุลวสุวัต ซึ่งมี มานิต วสุวัต หลวงกลการเจนจิต (เภา วสุวัต) กระเศียร วสุวัต และการะแส วสุวัต แห่งศรีกรุงภาพยนตร์ทำภาพยนตร์เสียงในฟิล์มหรือภาพยนตร์พูดได้เป็นครั้งแรกชื่อเรื่องว่า “หลงทาง” ดนตรีประกอบในภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ดนตรีสากลบรรเลงเพลงไทยแท้ มีเนื้อร้อง ทำนองที่มีเอื้อนเพียงเล็กน้อย ซึ่งได้แก่เพลงพัดชา บัวบังใบ ฯลฯ เป็นต้น และในปี พ.ศ. 2476 ภาพยนตร์เรื่อง “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” โดยมี ขุนวิจิตรมาตรา กำกับการแสดงและเรือโทมานิต เสณะวีนิน ประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อว่า “เพลงกล้วยไม้” ซึ่งนับเป็นเพลงไทยสากลเพลงแรก ในการแต่งทำนองตามหลักโน้ตสากลในประวัติศาสตร์เพลงของเมืองไทย ขับร้องโดย องุ่น เครือพันธ์ และมณี บุญจนานนท์ ขับร้องหน้าเวทีสลับการฉายภาพยนตร์เรื่องนี้[8] ที่เรียกว่าเพลงไทยสากล น่าจะเพราะ เป็นเพลงไทยที่มีเนื้อร้องภาษาไทยแต่มีท่วงทำนองลีลาและจังหวะเป็นแบบสากล ในปี พ.ศ. 2477 กระทรวงกลาโหมสร้างภาพยนตร์ “เลือดทหารไทย” มีเพลงประกอบ 3 เพลงคือ “มาร์ชไตรรงค์” “ความรักในแม่น้ำเจ้าพระยา” และ “มาร์ชเลือดทหารไทย” ประพันธ์โดยเรือโทมานิต เสนะวีณิน และยังมีภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่ประพันธ์โดย เรือโทมานิต และขุนวิจิตรมาตรา เช่น ตะวันยอแสง จากเรื่อง“เลือดชาวนา” เพลงบวงสรวงจากเรื่อง “เมืองแม่หม้าย” ฯลฯ และหลังจากที่เรือโทมานิต เสนะวีณิน ถึงแก่กรรมลงในปี พ.ศ. 2479 ได้เกิดนักแต่งเพลงคนใหม่คือนารถ ถาวรบุตร มีเพลงเพลงที่เป็นที่นิยมมากมาย เช่น พลับพลึงไพร ชื่นชีวิต แสนอาลัย ใจสนองใจ เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2478 ทางราชการได้แต่งเพลงขึ้นอีก 2 เพลงคือเพลงชาติและเพลงเถลิงรัฐธรรมนูญ และยังมีเพลงที่สำคัญ เช่น รักเมืองไทย เลือดสุพรรณ ศึกถลาง แหลมทอง เป็นต้น ส่วนเพลงเพื่อกองทัพนั้นได้รับความนิยมสูงมากจนถึงกับนำไปเป็นเพลงสัญลักษณ์ก่อนการฉายภาพยนตร์ และเมื่อสงครามระหว่างไทยกับอินโดจีนเกิดขึ้นเพลงปลุกใจก็ยิ่งมากขึ้น เช่นเพลงแนวรบแนวหลัง ทหารไทยแนวหน้า มณฑลบูรพา เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2480 ได้มีการสร้าง เรื่อง “เพลงหวานใจ” โดยมีขุนวิจิตรมาตราเป็นผู้แต่งบทภาพยนตร์ คำร้องเพลงประกอบภาพยนตร์และกำกับการแสดง นารถ ถาวรบุตร เป็นผู้แต่งทำนองเพลง และในปีเดียวกัน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เป็นหัวหน้าวงดนตรีมีนักดนตรีที่สำคัญในวงเช่นเอื้อ สุนทรสนาน เวส สุนทรจามร สังเวียน แก้วทิพย์ จำปา เล้มสำราญ คีติ คีการกร (บิลลี่) ฯลฯ มีเพลงที่ได้รับความนิยมอย่าง “ลมหวล” และ “เพลิน” จากภาพยนตร์เรื่อง “แม่สื่อสาว” ในปี พ.ศ. 2482 มีการจัดตั้งกรมโฆษณาการโดยมีวิลาศ โอสถานนท์ เป็นอธิบดีคนแรก และมีการตั้งวงดนตรีของกรมโฆษณาการเพื่อบรรเลงเพลงส่งไปกระจายตามสถานีวิทยุและตามสถานที่ต่าง ๆ โดยมี เอื้อ สุนทรสนาน เป็นหัวหน้าวง เวท สุนทรจามร เป็นผู้ช่วย นักร้องรุ่นแรก ๆ ที่สำคัญ เช่น จุรี โมรากุล (มัณฑนา โมรากุล) ล้วน ควันธรรม รุจี อุทัยกร สุภาพ รัศมีทัต ชวลี ช่วงทิพย์ เป็นต้น โดยมีนักแต่งเพลงประจำวงที่สำคัญ คือเอื้อ สุนทรสนาน เวท สุนทรจามร ล้วน ควันธรรม และแก้ว อัจฉริยะกุล ร่วมกันแต่งเพลงออกมาจำนวนหนึ่งด้วยในปี พ.ศ. 2482 เช่นกัน และต่อมาได้ตั้งวงดนตรี “สุนทราภรณ์” ขึ้น ลักษณะของวงดนตรีสุนทราภรณ์เป็นแบบตะวันตกโดยใช้เครื่องเป่าเป็นหลัก เช่น ทรัมเปต คาริเนต และมีเครื่องสายผสม เช่น ไวโอลิน เป็นวงแบบ Big Band กำเนิดวงดนตรี สุนทราภรณ์นี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของเพลงไทยสากลในยุคปัจจุบัน[9] จนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ทำให้ขาดแคลนฟิล์มและสิ่งบันเทิง แต่ละครเวทีเป็นที่นิยมขึ้น ละครเกิดขึ้นอย่างมากมายที่สำคัญ เช่น คณะอัศวิน ของพระเจ้าภาณุพันธ์ยุคล คณะนาฎยากร ของ สด กูรมะโรหิต คณะศิวรมณ์ ของขุนสวัสดิ์ทิฆัมพร คณะวิจิตร เกษม ของบัณฑูรย์ องค์วิศิษย์ เป็นต้น ซึ่งคณะละครได้แต่งเพลงไทยสากล เพื่อใช้ประกอบการแสดงละครและเพลงร้องสลับการแสดงขณะเปลี่ยนฉากไว้เป็นจำนวนมาก ในปี พ.ศ. 2507 เพลงไทยสากลได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เพลงลูกกรุง และเพลงไทยลูกทุ่ง และในระยะเวลาไล่เลี่ยกันกระแสเพลงร็อกแอนด์โรลของทางฝั่งตะวันตกอย่างวง เดอะ บีทเทิลส์ ได้รับความนิยมอย่างมาก ในส่วนของประเทศไทยได้มีการประกวดเพลงไทยสากลแนวใหม่ชิงถ้วยพระราชทานนั่นคือ เพลงสตริงคอมโบ (ใช้เครื่องเป่าผสมกีตาร์เป็นหลัก) วงชนะเลิศคือวง ดิอิมพอสซิเบิ้ล ซึ่งเป็นวงที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ต่อมาในยุคที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตทางการเมือง เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เพลงไทยมักมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง สังคม และคนยากไร้ ใช้ดนตรีเรียบง่ายอย่างกีตาร์โปร่ง ที่รู้จักกันว่า "เพลงเพื่อชีวิต" มีวงที่มีชื่อเสียงอย่างวงคาราวาน ภายหลังปี 2521 เพลงแบบสตริงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เกิดวงดนตรีใหม่ ๆ ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เช่น แกรนด์เอกซ์ คีรีบูน บรั่นดี อัสนี-วสันต์ และ ฯลฯ และเพลงสตริงก็ยังเป็นที่นิยมในตลาดจนถึงปัจจุบัน ในปัจจุบันมีแนวเพลงเพิ่มขึ้นหลากหลายมากขึ้น กลุ่มผู้ฟังได้แยกแตกกระจายเป็นกลุ่มๆ ตามความชอบของผู้ฟัง โดยในแต่ละกลุ่มก็มีการมอบรางวัลให้นักร้อง นักแต่งเพลง สำหรับแนวเพลงที่เกิดมาในยุคหลังก็เช่น แร็ป ฮิปฮอป เป็นต้น[10] [แก้] อ้างอิง 1.^ พูนพิศ อมาตยกุล, ดนตรีวิจักษ์, กรุงเทพมหานคร : บริษัทรักลิปจำกัด, 2529 2.^ จำนง รังสิกุล, สนทนาพาที, กรุงเทพมหานคร : แพร่พิทยา, 2517 3.^ พูนพิศ อมาตยกุล, ทูลกระหม่อมบริพัฒน์กับการ ดนตรี, กรุงเทพมหานคร : ธันวาพาณิชย์, 2514 4.^ พระเจนดุริยางค์. ชีวประวัติของข้าพเจ้า, พระนคร : บางกอกซีเทรตาเรียลออฟฟิศ, 2512 5.^ ทวีสิทธิ์ ไกรวิจิตร, ดนตรีสากลในประเทศไทยในสังคีตนิยม, กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์, 2522 6.^ วราวุธ สุมาวงศ์, วิวัฒนาการของเพลงไทยสากลจากละครและภาพยนตร์, กรุงเทพมหานคร, ศักดิ์โสรักการพิมพ์, 2526 7.^ สมาคมนักแต่งเพลง กฎหมายลิขสิทธิ์ ในเบื้องหลังเพลงดัง, กรุงเทพมหานคร : บริษัทสยามออฟเซท จำกัด, 2526 8.^ ขุนวิจิตรมาตรา. ยุคเพลงหนังและละครในอดีต, กรุงเทพมหานคร : กรุงสยามการพิมพ์, 2518 9.^ กานท์ นิรนาม, พัฒนาการเพลงจากเพลงไทยถึงเพลงลูกทุ่ง, วิวัฒน์ 68 ( 15 – 21 ธันวาคม 2527) : 42 - 48 10.^ เพลงไทย thaitownusa.com [แก้] แหล่งข้อมูลอื่น ฟังเพลงออนไลน์ พร้อมเนื้อเพลงและมิวสิควีดีโอเพลงไทยสากล(เพลงสตริง) ดึงข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A5". หมวดหมู่: ดนตรีในประเทศไทย | เพลงไทยสากลดู บทความอภิปรายแก้ไขประวัติเครื่องมือส่วนตัว ทดลองใช้รุ่นเบตาล็อกอิน / สร้างบัญชีผู้ใช้ป้ายบอกทาง หน้าหลัก เหตุการณ์ปัจจุบัน ถามคำถาม บทความคัดสรร บทความคุณภาพ สุ่มเนื้อหา สืบค้น มีส่วนร่วม ศาลาประชาคม ปรับปรุงล่าสุด ร่วมแก้ไข เรียนรู้การใช้งาน ทดลองเขียน ช่วยเหลือ สภากาแฟ ติดต่อวิกิพีเดีย บริจาคให้วิกิพีเดีย เครื่องมือ หน้าที่ลิงก์มา ปรับปรุงที่เกี่ยวโยง อัปโหลด หน้าพิเศษ หน้าสำหรับพิมพ์ ลิงก์ถาวร อ้างอิงบทความนี้ ภาษาอื่น English หน้านี้แก้ไขล่าสุดเมื่อ 14:09 วันที่ 23 พฤศจิกายน 2552ข้อความทั้งหมดอนุญาตให้เผยแพร่ภายใต้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (CC-BY-SA 3.0) และเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมตามนโยบายด้านลิขสิทธิ์ ช่วยกันเผยแพร่ความรู้จากวิกิพีเดีย ข้อมูลทั้งหมดในหน้านี้สามารถนำไปเผยแพร่ คัดลอกต่อโดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด Wikipedia® เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ มูลนิธิวิกิมีเดีย นโยบายความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับวิกิพีเดียข้อความในหน้านี้เป็นการเขียนขึ้นจากบุคคลทั่วไป วิกิพีเดียไม่จำเป็นต้องรับ

โดยคุณ อแนนี่ 117.47.116.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER