หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > มีเมียเด็ก เลี้ยงควายเล็ก ทำนาดอน!
หัวข้อ : มีเมียเด็ก เลี้ยงควายเล็ก ทำนาดอน! เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

มีเมียเด็ก เลี้ยงควายเล็ก ทำนาดอน!

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

(ออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2545)


        เช้าวันนี้ ผมจิบกาแฟขม รับประทานคาราเมล-คัสตาร์ด ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่โรงแรม กรุงศรีริเวอร์ ติดกับสะพานปรีดีพนมยงค์ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอยุธยา คัสตาร์ดของเขาเนื้อเนียน รสดี ใช้ได้
        ผมมาพักที่โรงแรมนี้บ่อย เวลาอยากพักผ่อนเงียบๆ ที่นี่ดี ผมชอบ เพราะในตอนเช้า หากท่านมองผ่านหน้าต่าง ห้องพักด้านทิศใต้ ท่านจะมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาทอดตัวยาว เหมือนงูยักษ์ และหากมองเยื้องไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ท่านจะเห็นเจดีย์องค์ใหญ่ยืนตระหง่านสีหม่น กะเทาะลอกออกไปจนมองเห็นเนื้อในสีเทา เหมือนเป็นเครื่องยืนยันในอายุของเจดีย์ผู้เฒ่า ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับร้อยฤดูกาลและศึกสงครามหลายครั้งหลายครา
        ผมรักอยุธยา ... รักกรุงเทพฯ ... รักโคราช ... รักเชียงใหม่ ... รักสมุย ... รักหัวหิน ... รักพังงา ... รักภูเก็ต ฯลฯ ... รักทุกส่วนบนฝั่งแผ่นดินที่ชื่อประเทศไทยที่เป็นบ้านเกิดและจะเป็นเรือนตายของผมในชาติภพนี้

        ทุ่งนาที่อยู่อยุธยาในตอนนี้ ไม่เหมือนเมื่อครั้งผมยังเป็นเด็ก ผมเคยเห็นทุ่งนาอยุธยาทั้งที่เป็นนาข้าวที่ออกรวงชูขึ้น และนาบัวที่มีดอกงามสะพรั่งเจิดจ้า เป็นภาพที่แสนสวย ติดตาผมมาจนวันนี้
เมื่อยังเป็นเด็ก พี่เลี้ยงของผมซึ่งเป็นเหมือนแม่คนที่สอง เคยพาผมมาที่อยุธยาบ่อยๆ เธอเป็นชาวบางปะอินทร์ เวลาหยุดเทอม เธอจะพาผมมาที่บางปะอินทร์ แล้วสอนให้ผมรู้จักชีวิตชนบท รู้จักการว่ายน้ำในแม่น้ำใหญ่ สอนให้พายเรือ รวมทั้งสอนให้รู้จักทำข้าว “ยาคู” ซึ่งผมจำได้ดี เมื่อตัวเองมีลูก ยังเคยทำให้ลูกกินด้วย
        “ข้าวยาคู” นั้น เขาเอาข้าวอ่อนที่ยังเขียวและไม่แข็งตัว ชาวบ้านแถวนั้นเขาเรียกกันว่า “ข้าวน้ำนม” มาทำ
เราเอา “ข้าวน้ำนม” นี้มาโม่จนป่นเป็นแป้ง แล้วเอาแป้งที่ได้ไปต้มโดยใช้ไฟอ่อนๆ ใช้ใบพายกวนขนมกวนไปเรื่อยๆ สำคัญไฟต้องอ่อน พอรุมๆ หากไฟแรงไปข้าวจะไหม้จนกินไม่ได้ เสร็จแล้ว เอามากรองด้วยผ้าขาวบาง เอาขึ้นตั้งไฟอีกหน่อย เติมเกลือ น้ำตาล แล้วลองชิมดู ถ้าเห็นว่ารสกลมกล่อมดีแล้ว อาจตักทานตอนยังร้อนอยู่ก็ได้ ก่อนรับประทานก็ลองหยอดหัวกะทิลงบนหน้า จะได้รสชาติหอมหวานของข้าวน้ำนม ผสมกับความมันเข้มของกะทิ จะได้ความซาบซึ้งตรึงใจที่เรียกกันว่า
        “ทั้งหอม ทั้งหวาน ทั้งมัน” อย่างแท้จริง
        หากท่านชอบรับประทานเย็น ก็เอาเข้าแช่ตู้เย็น สักพัก ออกมาหยอดกะทิอร่อยไม่แพ้คาราเมล คัสตาร์ด ของฝรั่งเลยนะจะบอกให้
ผมได้เขียนถึงเรื่องข้าว และได้อธิบายความถึงคำว่า  “อยู่กันยังไม่ทันก้นหม้อข้าวจะดำ” ซึ่งหมายถึงคู่แต่งงานที่อยู่ด้วยกันไม่ยืดไปแล้ว อยากจะเติมให้สมบูรณ์อีกนิด
        เมื่อพูดถึงเรื่องการแต่งงานแล้วต้องเลิกกันไป ก็คิดว่าควรจะพูดถึงเรื่องระยะเวลาแห่งวันชื่นคืนสุข คือระยะเวลาที่หนุ่มสาวเริ่มแต่งงานกันใหม่ๆ หรือที่คนไทยเราเรียกกันว่า
        “ระยะข้าวใหม่ปลามัน”

        ผมเชื่อว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ยังไม่เข้าใจความหมายของคำกล่าวนี้อย่างถูกต้อง สิ่งนี้ผมสังเกตจากรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง เป็นรายการที่เอาดารา แฟนรายการทางบ้านมาแข่งกันทำอาหาร ผู้ดำเนินรายการได้กล่าวถึง “ข้าวใหม่ปลามัน” ว่า “ถ้าเอาข้าวใหม่ๆ มากินกับปลามันๆ ก็อร่อยดี” ผมรู้ทันทีเลยว่า ผู้ดำเนินรายการคงจะไม่เข้าใจในคำพังเพยนี้ดี จึงขออธิบายความให้ท่านผู้อ่านที่อายุยังน้อยพึงไว้ดังนี้ 
        คำว่า “ข้าวใหม่ปลามัน” นี้ผมได้ประจักษ์ด้วยตัวเอง เพราะเมื่ออกเป็นนายตำรวจใหม่ๆ ได้ไปรับราชการที่อำเภอเมือง สมุทรปราการ เมื่อปี พ.ศ.2510 ผมมีพรรคพวกที่อำเภอบางพลีอยู่หลายครอบครัว อำเภอบางพลีนั้นมีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่อง ปลาสลิด และเรื่องข้าวก็ไม่เป็นรองใครในภาคกลาง เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ทั้งข้าวและปลา ผมเคยเห็นนาที่ไม่ใช่ปุ๋ยของอำเภอนี้ ให้ข้าวถึง 60 กว่าถัง เมื่อเริ่มลงมือปลูกข้าว ปลาพันธุ์ต่างๆ ก็พากันหลั่งไหลลงท้องนา โดยเฉพาะปลาสลิด ประหลาดที่ไม่มีใครทราบแน่ว่ามันมาจากไหน บ้างก็ว่ามาจากคลองที่เชื่อมถึง แล้วมีการวิดน้ำเข้านาปลาจึงติดมา บ้างก็ว่าเป็นเพราะ Spawn ที่มันทิ้งข้ามปีไว้ เมื่อชาวบ้านเริ่มลงมือปลูกข้าว ปลาก็กินแมลง ... กินไรในท้องนา จนกระทั่งข้าวโตเต็มที่ ปลาก็โตเกือบจะเต็มที่ พอถึงหน้าเกี่ยวปกติแล้วหน้าเกี่ยวแถวบางพลีก็ตกต้นเดือนธันวาคม หรือเดือนอ้าย พอเกี่ยวเสร็จ ชาวนาบางพลีส่งข้าวไปขายโรงสีประจำอำเภอ ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ตำกินเองบ้าง เอาขึ้นยุ้งรอเก็บไว้ขายเมื่อข้าวมีราคาบ้าง หลังจากเกี่ยวเสร็จ ปลาสลิดนาก็จะตกคลั่กในท้องนา กินซังในนา
        ปลาสลิดระยะนี้โตเต็มที่ ... ไขมันในตัวมาก ... ชาวบ้านเขาเรียกว่า “ปลาหัวซัง” ซึ่งกินแล้วมีรสมันเด็ดขาดจริงๆ!
        ผมเคยนั่งกินข้าวใหม่ซึ่งมีรสดีและกลิ่นหอมหวน ต้มโคล้งปลาสลิดนาซึ่งกำลังมันได้ที่กับใบมะขามอ่อน ... ปลาสลิดนาทอดจิ้มกับน้ำพริก ครั้งแรกก็ที่ทุ่งบางพลีนี่แหละ ถึงได้ซาบซึ้งกับคำว่า “ข้าวใหม่ปลามัน” ยิ่งนัก และก็ให้นับถือภูมิปัญญาของคนไทยโบราณในการคิดถ้อยคำพังเพยเปรียบเทียบกับคู่หนุ่มสาวที่เพิ่งแต่งงานเป็นผัวเมียกันใหม่ๆ อีกเป็นอันมาก

        จนถึงปัจจุบันนี้ ผมก็แวะเวียนไปบางพลีเสมอ แต่ทุ่งบางพลีตอนนี้บ้านที่เคยไปนั่งกินข้าวใหม่-ปลามัน ก็ไม่มีนาที่จะทำแล้ว เพราะขายทำโรงงานหมด ปลาสลิดก็ให้ ลูกหลานเลี้ยง โดยขุดบ่อเลี้ยงเหมือนคนอื่นๆ 

        ก่อนที่จะจบเรื่องข้าวและทุ่งบางพลี ให้นึกถึงเพลงที่ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ท่านร้อง ที่มีเนื้อว่า
        “บางพลี … เมื่อก่อนเคยมีเสือร้าย ... บัดนี้มันก็วอดวาย ... สิ้นลาย ... ” (ผมจำเนื้อไม่ได้)
        เสือร้ายในเนื้อเพลงคงจะหมายถึง “เสือเรียง” หรือ “เสือจำเรียง ปางมณี” ที่ถูกตำรวจบางพลียิงตายไปเมื่อปี 2509 ก่อนผมไปรับราชการที่จังหวัดสมุทรปราการเกือบปี
        เสือเรียง หรือจำเรียง ปางมณี เป็นเสือปล้น แต่ไม่ใช่คนบางพลี ว่ากันว่ามีอาคมขลัง เพราะเป็นลูกศิษย์ อาจารย์ล่อม (อาจารย์ล่อม เป็นคนบางพลี) ซึ่งเป็นอาจารย์สักยันต์ชื่อดังของบางพลี สักยันต์ลงเลขอาคมให้ ทำให้เสือเรียงอยู่ยงคงกระพันยิงสู้กับตำรวจหลายหน ตำรวจฆ่าไม่ได้เพราะหนังเหนียวแคล้วคลาด ผู้คนก็คร้ามเกรงกัน


        วันดับของ เสือเรียง มีขึ้นเมื่อปี 2509 เสือเรียงเล่นไปที่บ้านของ อาจารย์ล่อม อยู่ห่างจากอำเภอบางพลีไปประมาณ 3 กิโลเมตร ตำรวจเข้าล้อมเสือเรียงรู้ตัวเผ่นหนีไปได้ไกลประมาณ 300 เมตร ตั้งใจจะหนีไปทางคลองแม่ประเส่อ ซึ่งเป็นคลองลัดระหว่างคลองเสือตายกับคลองอ้อม คงจะมุ่งออกคลองเสือตาย เพราะเป็นคลองใหญ่ ตำรวจชื่อ ส.ต.ท.พุ่ม ทิมเจริญ ถือปืนประจำกาย เป็นปืนเล็กยาวบรรจุเองแบบ 66 ไล่ ขับมาระยะห่างพอสมควร เสือเรียงหันกลับมายิงสู้ แล้วกระโดดข้ามคันดิน จะมุ่งหน้าออกคลอง เป็นจังหวะเดียวกับผู้หมู่พุ่มตอกตึงด้วยปืน 66 นัดเดียวกระสุนถูกเสือเรียงขาดใจตายคาที่โดยไปไม่ถึงคลองเสือตาย และยิงซ้ำอีกหลายหัด เพราะกลัวว่ายิงไม่เข้าเดี๋ยวไอ้เสือมันลุกขึ้นมาสู้ ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังในยุคนั้น ขนาดหนังสือพิมพ์ต้องพาดหัว ตัวไม้ กันเลย
        ผมย้ายไปสมุทรปราการ หลังเสือเรียงตายแล้วเกือบปี พวกตำรวจพูดกันว่า ถ้าไม่ได้ปืนเล็กยาวบรรจุเองแบบ 66 หรือที่เราเรียกกันว่า “ปืนเจ้า” คงเอาเสือเรียงไม่อยู่ เหตุที่เรียกกันว่า ปืนเจ้า ก็เพราะว่า ปืนสำรับนี้ (ไม่แน่ใจว่ามีกี่กระบอก) เมื่อสั่งจากเมืองนอกมาถึงเมืองไทย ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ทรงพระสุหร่ายปืนสำรับนี้ โดยใช้น้ำพระพุทธมนต์ของหลวง ทำให้ปืนมีพลานุภาพ สามารถยิงทำลายพวกท่ลงอาคมของขลังได้ เหตุที่ในหลวงทรงพระสุหร่ายด้วยพระองค์เอง ก็เพื่อที่จะให้เป็นขวัญของทหารไทย ซึ่งจะถือปืนชนิดนี้เป็นปืนประจำกายเข้าสู่ราชการสงครามยุโรป
        ... เสือเรียง ก็วอดวายด้วยประการฉะนี้!

        งานในนานั้นเป็น งานที่หนัก เหนื่อยสายตัวแทบขาด ถ้าข้าวราคาดี ชาวนาก็ยิ้มได้ หากข้าวราคาตก หรือผลผลิตในนาเสียหาย ด้วยเหตุภัยธรรมชาติ ชีวิตชาวนาก็ระทมตรมทุกข์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านพูดว่า
        “ทุกข์ของชาวนา เป็นทุกข์ของแผ่นดิน”
        ผมเห็นด้วยทุกประการ
        ผมเป็นนายตำรวจสันติบาล ในขณะที่การต่อสู้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กับรัฐ ถึงขั้นเริ่มปะทะกันในตอนต้นๆ และได้ทำงานทั้งงานสนาม และการข่าวมานานพอสมควร มองเห็นขบวนการชาวนาชาวไร่บางส่วน หันไปจับอาวุธต่อสู้กับรัฐทำให้ผมสนใจใฝ่ศึกษาในความทุกข์ของชาวนาชาวไร่ ปีใดเมื่อราคาข้าวดี ผมก็พลอยดีใจ ปีใดราคาข้าวตกต่ำผมก็หดหู่ใจไปกับชาวนาด้วย
พูดถึงเรื่องความทุกข์ของชาวนาแล้วชาวนาอาวุโสท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า ทุกข์ของผู้ชายชาวนามีอยู่ 3 อย่าง คือ 
        - มีเมียเด็ก ... หนึ่งละ 
        - เลี้ยงควายเล็ก ... สองละ
        - ทำนาดอน ... คืออย่างที่สาม
        พูดรวมกันได้ว่า
        “มีเมียเด็ก ... เลี้ยงควายเล็ก ... ทำนาดอน” 

 

content/picdata/98/data/famer220x300.jpg

        ท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนคอลัมน์นี้ และคิดอยากผกผันชีวิตเป็นชาวนาต้องจำให้มั่น หมายความว่าอย่างไร? ตอบว่า
        เลี้ยงควายเล็ก นั้น หมายความว่า ถ้าซื้อควายมาเลี้ยง เกิดเป็นควายตัวเล็ก หรือบางทีเขาก็เรียกกันว่า “ควายบักจ้อน” ซึ่งควายที่ตัวเล็ก กำรี้กำลังก็น้อย ไถนาไม่บึกบึน อดทนเหมือนควายใหญ่ ทำให้ได้เนื้องานในนาน้อยไปด้วย แถมยังดันมาตัวเล็ก กินก็จุ ต้องหาให้กินเท่ากับควายใหญ่ โตเต็มที่ขายออกไป ก็ไม่มีราคา ถ้าหลงไปซื้อมาก็นับว่าเป็นทุกข์
        ทำนาดอน ปีที่น้ำน้อยนาลุ่มยังแย่ แล้วทำนาดอนน้ำไม่ถึงจะได้อะไร นอกจากข้าวลีบ เหนื่อยเหล่า ยังไม่พอแถมยังขาดทุนป่นปี้ นี่ก็คือความทุกข์อีก
        มีเมียเด็ก ข้อนี้สำคัญมาก!
        สำหรับคนที่มีอายุแล้ว ดันไปมีเมียเด็กเข้า ความไม่สมดุลมันก็เกิดขึ้น เรารึเมื่อครั้งยังหนุ่มแน่น ก็ใช้ร่างกายไม่บันยะบันยัง สมบุกสมบันมาเหลือเกิน อยู่มาอายุปูนนี้ มาได้เมียอายุแค่ 19-20 ไอ้กำลังที่มันน้อยลดถดถอยลงไปจะสนองความต้องการของสาวรุ่น กำลังเปล่งปลั่งมันก็ทำไม่ได้เต็มที่
        บางครั้งถึงกับต้องปล้ำผีลุก ปลุกผีนั่ง ความแข็งขันกันทีเดียว!
        ชีวิตแต่งงานกับเมียเด็ก มันก็จบลงเอยด้วยการพลัดพรากจากกันไป มันทั้งทุกข์ทั้งมีเศร้าปนเข้ามาด้วย นี่มันร้ายกาจนัก!!

        ไอ้ที่พูดนี่พูดจากใจจริง 
 
        ... จริงจิ๊ง ... จริงๆ! ไม่ได้ประชดนะ!
 

 ............................
 

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
คุณลุงกับเพื่อนๆ แอบมีเมียเด็กหรือจ๊ะ เห็นบ่นจัง

โดยคุณ แอบมีหรือเปล่าอ่ะ 125.25.21.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
ไม่ทราบว่าผมเลือน หรือจำคลาดเคลื่อนหรือเปล่า เกี่ยวกับขุนโจร 5 นัด หรือจำเรียง ปรางมณี ยุคนั้นน่าจะเป็น ท่านธนู หอมหวล กับท่าน อมร ยุกตะน้นท์กับอีกท่านจำชื่อไม่ได้ เป็นคนวิสามัญ แถวชายหาดชะอำ ใช่หรือเปล่า ช่วยแก้ไข ความงง ปนเลือน ให้ด้วย ครับ

โดยคุณ คริส 75.174.207.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
พอดีผ่านมา เกิดไม่ทันเสือเรียง แต่เคยผ่านหูผ่านตา ..จำได้แม่นๆว่า ตายแถวบางพลี ด้วยปืนเจ้า ประมาณปี 2500 .(ผมเกิดปีนี้พอดี) หมายเหตุ ผมก็รับราชการตำรวจ อยู่กับปืนมาตั้งแต่ลืมตาเกิด เพราะที่บ้าน เป็นตำรวจ ทหาร ครู แม่ค้า ลิเก ครบวงจร ....สวัสดี

โดยคุณ ไท 125.25.95.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
พวกคุณรุ้ไหมว่าปืนที่เสือเรียงใช้เป็นปืนอ่ะไร ซื้อมาจากใคร บอกได้แต่ว่า ซื้อมาจาก คนที่ชื่อชื่น วัดคงคา

โดยคุณ หลาน 124.121.46.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
ที่บอกว่าเสือเรียง ตายแล้ว ... ช่วยหาและลงภาพให้ได้หรือไม่...จะเป็นเสือเรียง ตัวจริงหรือป่าว..ขอบคุณอย่างสูง

โดยคุณ cham2552@hotmail.com 125.24.84.XXX

ความคิดเห็นที่ 6 แจ้งลบข้อความ
ที่บอกว่าเสือเรียง ตายแล้ว ... ช่วยหาและลงภาพให้ได้หรือไม่...จะเป็นเสือเรียง ตัวจริงหรือป่าว..ขอบคุณอย่างสูง

โดยคุณ (หลาน) 125.24.84.XXX

ความคิดเห็นที่ 7 แจ้งลบข้อความ
พูดล้อเล่นกันไปได้ พูดเรื่อยเปื่อย

โดยคุณ ของจริง 158.108.84.XXX

ความคิดเห็นที่ 8 แจ้งลบข้อความ
เสือเรียงมาบวชเป็นพระอยู่กับหลวงพ่อเต๋ครับจนท่านมรณะภาพโดยที่คนแถววัดเรียกท่านว่าหลวงพี่เสือ

โดยคุณ pisarn999@hotmail.co.th 202.151.6.XXX

ความคิดเห็นที่ 9 แจ้งลบข้อความ
ถ้าอยากรู้จริงๆให้ไปถามหลวงพ่อแย้มวัดสามง่ามท่านสนิทกับหลวงพี่เสือ

โดยคุณ pisarn999@hotmail.co.th 202.151.6.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER